นักแสดงฝีมือเก๋า จอห์น ทราโวลต้า และหน้าใหม่ นิกกี้ บลอนสกี้ เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการรวมทีมนักแสดง หลังจากนั้นทีมงานได้รวบรวมนักแสดงฝีมือดีทั้งรุ่นใหญ่และรุ่นเล็กเพื่อมาร้องและเต้นแบบสุดเหวี่ยงใน Hairspray ภาพยนตร์เพลงแห่งปีเรื่องนี้
สำหรับบทคุณแม่คอเพลง มอเตอร์เมาธ์ เมย์เบล กับคุณแม่จอมเจ้าเล่ห์ เวลม่า วอน ทัสเซิล ตัวเลือกแรกของทีมงานคือ ควีน ลาติฟาห์ และมิเชลล์ ไฟเฟอร์ ทั้งคู่คือดาราดัง เป็นผู้หญิงที่สวย และเมื่อได้วิกช่วย พวกเธอก็กลายเป็นสาวผมบลอนด์ได้เนียนสุดๆ การมีผมบลอนด์ทำให้ฉันรู้จักตัวเองในอีกด้านหนึ่ง ด้านที่ไม่เคยรู้มาก่อนว่ามี ฉันเคยโกรกผมสีอ่อนมาแล้ว แต่ไม่เคยทำสีนี้ มันเจ๋งดีนะ ฉันรู้สึกเหมือนยอดมนุษย์เพราะผมทรงนี้ มันมีพลังมาก ควีน ลาติฟาห์ กล่าว
ลาติฟาห์ตกลงแสดงบทนี้โดยไม่ได้อ่านสคริปต์ เพราะเธอเคยร่วมงานกับผู้กำกับ อดัม แชงค์แมน มาแล้วจาก Bringing Down the House และกับผู้อำนวยการสร้าง เคร็ก ซาดาน และนีลเมอรอน จาก Chicago ในบท มาม่า มอร์ตัน ที่ทำให้เธอได้เข้าชิงรางวัลอสการ์, ลูกโลกทองคำ และ SAG Awards สาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม ฉันเชื่อในความสามารถของพวกเขา และรู้สึกสบายใจที่พวกเขาทำทุกอย่างที่สัญญาเอาไว้
ลาติฟาห์บอกว่าบท มอเตอร์เมาธ์ เมย์เบลล์ คล้ายเธอหลายอย่าง ซึ่งนั่นอาจเป็นเหตุผลว่าทำไมเธอถึงแสดงได้มีพลังและเต็มไปด้วยจิตวิญญาณตอนร้องเพลง I Know Where Ive Been
เมย์เบลล์กับฉันรักดนตรีเหมือนกันและรู้ว่ามันส่งอิทธิพลต่อชีวิตคนได้แค่ไหน ดนตรีคือพลังแห่งการเปลี่ยนแปลง และการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้เสมอ และมันจะเกิดขึ้นแน่ แต่บางครั้งคุณก็ต้องดันให้มันเกิด เพราะฉะนั้นฉากเดินประท้วงในหนังจึงเป็นอะไรที่พิเศษสำหรับฉัน ไม่ใช่แค่เพราะฉันได้ร้องเพลงดีๆที่แต่งโดย มาร์ค เชแมน และสก๊อตต์ วิทท์แมน หรอก แต่ฉากนี้ทำให้ฉันนึกถึงแม่ด้วย แม่เป็นครูโรงเรียนมัธยมที่ให้แรงบันดาลใจกับนักเรียนและลูกๆ แม่คอยให้กำลังใจและพลังเรามาตลอดว่าโลกเป็นของเราถ้าเราอยากให้มันเป็น ฉันว่าเมย์เบลล์ก็เป็นผู้หญิงแบบนั้น เธอมองว่าลูกๆและเพื่อนของลูกเป็นพลังแห่งอนาคตและเชื่อว่าชีวิตมีอะไรให้พบเจออีกเยอะ เพียงแต่คุณต้องเดินไปหามัน นั่นคือสิ่งที่เด็กๆในหนังเรื่องนี้ทำ และพวกเขาทำผ่านดนตรี
แต่ดนตรีและการเปลี่ยนแปลงไม่ใช่สิ่งที่ เวลม่า วอน ทัสเซิล แม่ม่ายผู้จัดการสถานีโทรทัศน์จอมเจ้าเล่ห์ต้องการ โดยบทคุณแม่ตัวร้ายนี้แสดงโดย มิเชลล์ ไฟเฟอร์ ยอดฝีมือฝ่ายหญิงที่เคยเข้าชิงออสการ์ 3 สาขาจากบท ซูซี่ ไดมอนด์ ใน The Fabulous Baker Boys ที่เธอต้องทั้งร้องและเต้น
เวลม่าเป็นผู้หญิงร้าย ผู้กำกับแชงค์แมนอธิบาย ถีงเวลาจะผ่านไป แต่อดีตสาวสวยคนนี้ก็ยังยึดติดกับการเอาชนะ เธอทำทุกเพื่อเอาชนะ นั่นเป็นคติที่เธอยึดถือในการทำงาน และในการดำเนินชีวิต ทั้งของเธอเองและของแอมเบอร์ ลูกสาว นี่คือผู้หญิงที่ภายนอกสวยหยาดเยิ้ม แต่ภายในน่าเกลียดน่ากลัว
ผมเป็นแฟนผลงานของ มิเชลล์ ไฟเฟอร์ โดยเฉพาะ Batman Returns และ The Fabulous Baker Boys ผมรู้ว่าเธอเป็นเวลม่าได้ ในแง่รูปร่างหน้าตา อารมณ์ขัน และการร้องเพลง แชงค์แมนกล่าว ไม่ต้องบอกก็รู้ว่า เป็นงานท้าทายสำหรับดาราอย่างเธอที่จะแสดงเป็นตัวร้ายเหยียดผิว แต่มิเชลล์ก็สวมบทบาทได้อย่างแตกต่าง มีพลังและทุ่มเท เธอไม่พยายามหลีกเลี่ยงความร้ายกาจของเวลม่า แต่สวมเขี้ยวเล็บได้แสบสนุกมาก
ฉันว่าการเรียกเธอว่าตัวร้ายดูจะเหมาะสมดี หรือไม่ก็น้อยเกินไป มิเชลล์ ไฟเฟอร์ หัวเราะ ตอนแรกฉันลังเลนิดหน่อยที่จะมาแสดงบทนี้ ฉันไม่รู้ว่าจะแสดงเป็นตัวละครที่คนเกลียดยังไง ทุกฉากฉันพยายามแสดงให้เธอเป็นมนุษย์ธรรมดา แต่บางครั้งมันก็เป็นไปไม่ได้ ต้องขอบคุณอดัม เขาเป็นเพื่อนร่วมงานที่ดีมาก แต่ก็ทำให้ฉันรู้สึกตลอดเวลาว่าเขาคอยคุมอยู่และต้องการให้งานออกมาดีกว่านี้ เขาใจกว้างมากตอนซ้อม และดูแลให้ฉันรู้สึกผ่อนคลายเวลาอยู่บนเวที แต่เมื่อไหร่ที่ฉันเริ่มกังวลเรื่องการแสดงหรือไม่ก็เริ่มถอดใจ เขาจะลุกขึ้นมาบอกว่า ที่รัก นี่มันละครเพลงนะ นั่นแหละ ฉันถึงกลับมาเป็นเวลม่าได้
ไฟเฟอร์ยอมรับว่าการร้องและเต้นในเรื่องนี้ยากกว่าที่เคยทำมาใน Grease 2 หรือ The Fabulous Baker Boys เพลงร้องยากค่ะ ฉันไม่มีเวลาตีความอะไรทั้งสิ้น เพราะทำนองมันเร็วมากจนหายใจแทบไม่ทัน บางครั้งฉันถึงกับอุทานกับตัวเองว่าทำไปได้ยังไง สนุกมากที่ได้กลับมาร้องเพลงอีกครั้ง ฉันต้องทำอะไรหลายอย่างมากนเวลาเดียวกันตอนร้องเพลง Miss Baltimore Crabs แต่บริตตานี่ย์ (บริตตานี่ย์ สโนว์ ผู้รับบท แอมเบอร์ ลูกสาวของเวลม่า) และนักเต้นวัยรุ่นทุกคนช่วยดึงพลังฉันได้เยอะ ความกระตือรือร้นและพลังเหลือเฟือของพวกเขาถ่ายทอดมาถึงฉัน และฉันชอบทำงานกับพวกเขาทุกคน
ผมว่าคนดูต้องชอบมิเชลล์ในหนังเรื่องนี้ เพราะเธอตลกมาก แชงค์แมนกล่าว ถึงจะลืมไปว่าเธอร้องเพลงและเต้นได้ ยังไงคนดูก็จะชอบการแสดงของเธอ
นักแสดงอีกคนหนึ่งที่เข้ามาร่วมรับบทใน Hairspray คือ คริสโตเฟอร์ วอลเค่น รุ่นใหญ่ที่เป็นที่รู้จักจากบทบาทประเภทดราม่า (หลายครั้งเป็นบทร้าย) และได้รับรางวัลด้านการแสดงมาแล้วมากมาย ในชีวิตจริง วอลเค่นเป็นเด็กผู้ชายจากควีนส์ที่ร้องเพลงและเต้นรำมาตั้งแต่เด็ก ตอนเป็นวัยรุ่น เขาเป็นคอรัสให้ละครเพลงหลายเรื่อง รวมทั้งไปทัวร์กับละครเพลงคลาสสิคเรื่อง West Side Story เป็นเวลา 2 ปีด้วย
ผมร้องเพลงในละครเวทีจนอายุ 30 ก่อนจะได้เขยิบเป็นนักแสดง วอลเค่นเล่า หลังจากนั้นถึงได้ไปแสดงหนัง นั่นแหละคือจุดเริ่มต้นการเป็นนักแสดงภาพยนตร์ของผม มันมาจากความบังเอิญทั้งนั้น
แต่งานนี้ไม่ใช่ความบังเอิญ ทราโวลต้าเอ่ยชื่อ คริสโตเฟอร์ วอลเค่น ขึ้นมาเป็นคนแรกและบอกว่านักแสดงที่จะมารับบทวิลเบอร์ ไม่ใช่แค่ต้องเป็นนักแสดงที่มีฝีมือ แต่ยังต้องร้องเพลงและเต้นได้ด้วย โชคดีที่ทีมงานรู้ว่าวอลเค่นมีประวัติแสดงละครเพลง ซึ่งรวมถึงบทบาทที่น่าจดจำใน Pennies from Heaven และลีลาเท้าไฟในมิวสิควิดีโอเพลง Weapon of Choice ที่สไปก์ จอนซ์ กำกับเมื่อไม่นานมานี้
ที่จอห์นเสนอให้คริสมารับบทนี้ เป็นคำแนะนำที่ดีมาก ผู้อำนวยการสร้าง เคร็ก ซาดาน กล่าว เขาเป็นนักแสดงที่มีความสามารถหลายด้าน โดยเฉพาะการร้องและเต้นที่เราต้องการสำหรับบทวิลเบอร์ อดัม แชงค์แมน ถึงกับเพิ่มความพิเศษเข้าไปในเพลง Timeless to Me เลยทีเดียว ในการแสดงฉบับบรอดเวย์ เพลงนี้เป็นเพียงเพลงที่ร้องโดยตัวละครวิลเบอร์และเอ๊ดน่า แต่คราวนี้อดัมให้นักแสดงชายทั้งคู่ทั้งร้องและเต้น และเพลงนี้ถือเป็นไฮไลต์หนึ่งของหนังเลยทีเดียว
คริส วอลเค่น เป็นมนุษย์ที่ความแปลกใหม่ตลอดเวลา ผู้กำกับแชงค์แมนกล่าว เขาเป็นคนขี้เล่น ชอบทำอะไรแปลกๆ ไม่เหมือนใคร และทำให้คนรอบข้างแปลกใจเสมอ เขาสร้างความน่าพิศวงให้ตัวละคร และร่วมมือกับจอห์นสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเอ๊ดน่ากับวิลเบอร์ขึ้นมาจนเราเชื่อสนิทใจว่าพวกเขารักกันฉันท์สามีภรรยาจริงๆ เพราะฉะนั้นในการกำกับการแสดงเพลง Timeless to Me ผมรู้ว่าผมมีสองสุดยอดนักแสดงที่มีทั้งพรสวรรค์ด้านการร้องเต้นและสามารถแสดงออกถึงความเป็นแฟนตาซี รวมทั้งสามารถช่วยผมถ่ายทอดความรักระหว่างวิลเบอร์กับเอ๊ดน่าได้ดีกว่าเดิม ความรักของพวกเขาแผ่กระจายออกมาจากบ้านและอบอวลไปทั่ว มันอาจฟังดูแปลกๆแต่การแสดงของพวกเขาทำให้ฉากนี้เป็นฉากหนึ่งที่หวานที่สุดในหนัง
นักแสดงอีกคนที่เซอร์ไพรซ์ทีมงานมากคือ เจมส์ มาส์เดน นักแสดงหนุ่มที่โด่งดังจากบท ไซคล็อป ใน X-Men ทั้ง 3 ภาค เพราะเขาสามารถร้องเพลงได้ดี มาส์เดนรับบทเป็นคอร์นี่ย์ คอลลินส์ พิธีกรรายการแดนซ์โชว์ยอดฮิตของบัลติมอร์ที่เปิดโลกใหม่ให้วงการทีวีขาวดำ
ความจริง Hairspray ไม่ใช่ผลงานแรกที่เขาร้องเพลง มาส์เดนเคยร้องเพลงมาแล้วตอนรับบท เกล็น ฟอย ในทีวีซีรี่ย์สุดฮิตเรื่อง Ally McBeal จำนวน 12 ตอน ในช่วงปี 2001-2002 (บังเอิญว่าซีรี่ย์ชุดนี้อำนวยการผลิตโดย เดวิด อี เคลลี่ สามีของ มิเชลล์ ไฟเฟอร์) หลังจากนั้นหลายปี มาส์เดนก็ได้ใช้เสียงในจิงเกิลโฆษณาน้ำหอมของ ซาร่า เจสสิก้า พาร์คเกอร์ ชุด Lovely (บังเอิญว่าดนตรีของโฆษณชุดนี้แต่งและเรียบเรียงโดย มาร์ค เชแมน ผู้แต่งเพลงให้ Hairspray)
มาร์คและสก๊อตต์ (วิทท์แมน) เป็นเพื่อนผมมาหลายปี นีล เมอรอน ก็ด้วย มาส์เดนเล่า พวกเขารู้ว่าผมอยากแสดงหนังเพลงมานาน เขาเคยบอกว่า โยนบทยอดมนุษย์ทิ้งไปก่อน แล้วมาร้องเพลงบ้างเถอะ เพราะฉะนั้นพอเกิดไอเดียหนังเรื่องนี้ขึ้นมา พวกเขาก็เลยบอกว่ามีบทให้ผมเล่น ซึ่งก็คือบทคอร์นี่ย์
อดัมมีภาพหนังในจินตนาการ เขาอยากให้ตัวละครเพี้ยนๆดูสมจริง มีอารมณ์ความรู้สึก มาส์เดนกล่าว อารมณ์ความรู้สึกของตัวละครคือสิ่งที่ทำให้ดนตรีและเนื้อหาของเพลงออกมาสวยงาม มีอารมณ์ขัน และมีหัวใจ
ผมไม่เคยคิดเลยว่าจะให้จิมมี่แสดงเป็น คอร์นี่ย์ คอลลินส์ ผู้กำกับแชงค์แมนยอมรับ แต่พอได้ดูเทป 30 วินาที ที่เขาร้องเพลงใน Ally Mcbeal ผมก็บอกทีมงานเลยว่า เขานี่แหละคือคอร์นี่ย์ คอลลินส์
นอกจากเพลง Hairspray แล้ว เจมส์ มาส์เดน ยังร้องเพลง Nicest Kids in Town ด้วย ซึ่งเป็นเพลงที่บอกให้ผู้ชมภาพยนตร์รู้ถึงการแบ่งแยกในวงการโทรทัศน์ช่วงยุค 60 และเป็นเพลงที่แนะนำให้ผู้ชมชาวบัลติมอร์รู้จักสมาชิกโชว์ทุกวันหลังเลิกเรียน
อย่างไรก็ตาม ระหว่างการถ่ายทำ วัยรุ่นสุดฮอตประจำเมืองตัวจริง คือนักแสดงวัยรุ่นที่ทีมงานเลือกมารับบทสุดหล่อ ลิงค์ ลาร์กิน (แซค เอฟรอน), เพนนี พิงเกิลตัน เพื่อนสนิทของเทรซี่ (อแมนด้า ไบนส์), แอมเบอร์ วอน ทัสเซิล ลูกสาวของเวลม่า (บริตตานี่ย์ สโนว์) และลูกๆของมอเตอร์เมาธ์ เมย์เบลล์ ได้แก่ ซีวี้ด (อิไลจาห์ เคลลี่) และลิตเติ้ล ไอเนซ (เทย์เลอร์ พาร์คส์) เมื่อปีที่แล้วชีวิตการแสดงของพวกเขาเหล่านี้กำลังรุ่ง และถึงจุดที่สนุกที่สุดใน Hairspray นี้เอง
เอฟรอนที่ดังเป็นพลุแตกจากบท ทรอย โบลตัน ใน High School Musical เล่าถึงวันแรกที่เขาแปลงโฉมเป็นลิงค์ว่า มันเกิดขึ้นเร็วมากครับ ในชีวิตจริงเขาฮอตกว่าลิงค์ขี้เก๊กคนนี้เยอะ ผมเดินเข้าไปในเทรลเลอร์ทำผมโดยที่ยังเป็นตัวเองอยู่ แต่พอออกมา พวกเขาย้อมผมผมเป็นสีดำ แล้วตัดผมผมซะสั้นเลย แถมยังหวีปัดซะเรียบแปล้ ผมอึ้งเลย ล้อเล่นหรือเปล่าเนี่ย ผมรับตัวเองไม่ได้เลยทั้งวัน ไม่กล้ามองกระจก กลัวเงาใครก็ไม่รู้อยู่ในนั้น ช็อคมาก แต่ไม่นานผมก็ชินและบอกตัวเองว่าต้องร็อคให้ได้แบบลิงค์ ผมต้องเท่ห์แบบนั้นให้ได้ และผมทรงนี้คือจุดเริ่มต้น
เอฟรอนบอกว่าขั้นตอนการซ้อมร้องและเต้นที่กินเวลา 2 เดือนนั้นก็ทำให้เขาต้องปรับตัวเช่นกัน ใน High School Musical เราใช้เวลาซ้อมแค่อาทิตย์ครึ่งและถ่ายทำอีก 6 อาทิตย์ ซึ่งน้อยกว่าตอนซ้อม Hairspray เพราะฉะนั้นมันก็เลยเหนื่อยมากและไม่เหมือนสิ่งที่ผมเคยทำมา แต่อดัมและผู้กำกับทำให้เราเข้าใจว่าการซ้อมสำคัญแค่ไหน เพราะพอเริ่มถ่ายทำ เราจะไม่มีเวลาทำอย่างอื่นเลยนอกจากตะลุยถ่าย เผ็รนบทเรียนที่ดีมาก
สำหรับ อแมนด้า ไบนส์ ที่เข้าวงการตั้งแต่อายุ 10 ขวบ และมีรายการของตัวเองตอนอายุ 12 ซึ่งถือว่าอายุน้อยที่สุดของนักแสดงที่มีรายการเป็นของตัวเอง บอกว่าบทบาทในหนังเพลงแบบนี้ เธอไม่มีทางปล่อยให้หลุดลอยไปแน่ๆ ฉันอยากแสดงใจจะขาด อแมนด้าเล่า เพนนีเป็นตัวละครที่น่าสนใจ เธอมีการเปลี่ยนแปลง และในฐานะนักแสดง ฉันว่าสนุกนะที่ตัวละครของคุณพัฒนาจากสาวเฉิ่มไปเป็นสาวสวยอย่างเพนนี ฉันชอบหนังเพลง ฉันจะแสดงหนังเพลงหรือหนังตลกทุกครั้งที่มีโอกาส เพราะการทำให้คนดูหัวเราะและทำตัวเปิ่นๆคือส่งที่สนุกที่สุดในโลก
ไบนส์เล่าถึงวันที่ต้องร่วมฉากกับดารารุ่นใหญ่อย่าง จอห์น ทราโวลต้า และคริสโตเฟอร์ วอลเค่นว่า ฉันสติแตกไปเลย ตื่นเต้นมากจนต้องโทรหาพ่อกับแม่ บอกว่าอยากให้ท่านมาอยู่ที่นี่ดูฉันแสดง จอห์นกับคริสเป็นคนน่ารัก แต่สำหรับคอหนังอย่างฉัน พวกเขาคือดาราดัง เพราะฉะนั้นการได้แสดงใน Hairspray คือของขวัญชิ้นพิเศษที่ฉันไม่เคยได้รับมาก่อน
บท พรูดี พิงเกิลตัน แม่ของเพนนี แสดงโดยนักแสดงเจ้าของรางวัล Emmy Award อัลลิสัน แจนนี่ย์ ซึ่งเธอเข้ามาร่วมทีมนักแสดงตามคำชวนของเพื่อน นั่นก็คือ มาร์ค เชแมน และสก๊อตต์ วิทท์แมน และเธอก็รู้สุกที่จะมารับบทตัวละครหัวโบราณเช่นนี้ พรูดี พิงเกิลตัน ก็นิสัยเหมือนชื่อน่ะค่ะ คือเจ้าระเบียบ แจนนี่อธิบาย เธอไม่พอใจที่ทิศทางของสังคมและหวงลูกสาวมาก เธอทำทุกอย่างเพื่อให้แน่ใจว่าเพนนีไม่ออกจากบ้านไปไหน แต่มันก็เป็นบทที่สนุกมาก ฉันไม่มีปัญหาเรื่องสวมวิญญาณพรูดี หรือการใส่เสื้อผ้า วิก และแว่นตาแบบนั้น ยังไม่นับการที่ต้องถือไบเบิลตลอดเวลาอีกนะ ฉันชอบแสดงบทคนเก็บกด วางมาด ก็เลยชอบบทนี้
แม้จะเป็นตัวละครที่ไม่ได้ร้องและเต้น แต่แจนนี่ย์ก็สนุกที่มีโอกาสแสดงตลกทางท่าทาง และรู้สึกดีที่ผู้กำกับให้อิสระในการแสดงแก่เธอ มีหลายประโยคเลยล่ะที่ฉันยังจำขึ้นใจ เธอหัวเราะร่วน
บริตตานี่ย์ สโนว์ ยังคงกระโดดไปมาระหว่างบทดราม่าอย่างในซีรี่ย์ Nip/Tuck และ Law and Order: SVU และบทคอเมดี้อย่างในหนัง John Tucker Must Die และ Hairspray กับบท แอมเบอร์ วอน ทัสเซิล สโนว์ได้สร้างตัวละครนี้ขึ้นมาใหม่ได้อย่างน่าจดจำและมีเอกลักษณ์
แอมเบอร์เป็นบทที่สนุกมาก สโนว์กล่าว นอกจากการแต่งหน้าทำผมและเสื้อผ้าเก๋ๆแล้ว แอมเบอร์ยังนิสัยเสียสุดๆ ซึ่งในฐานะนักแสดง คุณสามารถสติแตกไปกับเธอได้เต็มที่ ฉันหมายถึง ภายนอกเธอดูสวย สง่า น่ารัก เหมือนแม่ของเธอ และคิดว่าคนอื่นงี่เง่า แต่น่าขำที่ความจริงเธอนั่นแหละที่งี่เง่า แอมเบอร์ไม่รู้ว่าโลกภายนอกเป็นยังไง เหมือนแม่ ความจริงเธอก็คือลูกไม้ที่หล่นไม่ไกลต้นนั่นแหละ
สโนว์บอกว่าบอกว่าเธอชอบยุค 60 มานานแล้ว และยุคนี้เป็นฉากหลังรายการทีวี American Dreams ที่เธอแสดงยาว 3 ซีซั่นด้วย ฉันหลงรักยุคซิกตี้ตั้งแต่ยังเด็ก จำได้ว่าตอนวันเกิดอายุครบ 8 ขวบ เราจัดปาร์ตี้ริมสระน้ำแนวย้อนยุค บริดเจ็ท บาร์โด คือขวัญใจของฉันเลย แฟชั่นยุคนั้นแปลกใหม่ มีเอกลักษณ์และสีสันสดใส คนสมัยนั้นพยายามทำให้ตัวเองดูดี และแต่งตัวเนี้ยบมาก โดยเฉพาะช่วงต้นถึงกลางยุค 60 เพราะฉะนั้นความสนุกอย่างหนึ่งในการรับบทแอมเบอร์ก็คือ การแต่งตัวสวยทั้งวันตลอด 3 เดือน
ตรงข้ามกับเอฟรอนที่รับตัวเองไม่ได้ในตอนแรก อิไลจาห์ เคลลี่ ปลื้มมากที่ได้ตัดผมทรงใหม่เพื่อรับบทเป็น ซีวี้ด ผมชอบผมทรงใหม่มากเลยครับ เคลลี่เผย ลอนผมสมัยนั้นนี่สุดยอด ผมไปค้นคว้าดูว่าแฟชั่นผู้ชายยังไง และได้รู้ว่าพวกเขาทำผมเนี้ยบ แต่งตัวเนี้ยบ และเต้นเนี้ยบ และแน่นอนว่าซีวี้ดก็เนี้ยบ ในหนังเขาเป็นหนุ่มโรแมนติคตัวจริงเลยล่ะ
สำหรับเพลง Run and Tell ที่เคลลี่ร้อง ฉากนี้เป็นเรื่องของการเคลื่อนไหวล้วนๆ เพลงที่ผมได้ร้องเป็นเพลงที่เยี่ยมมาก มันเป็นเพลงที่พาคนดูเข้าสู่โลกของเด็กผิวสี เริ่มตั้งแต่ที่ห้องทำโทษ ไปยังรถโรงเรียน และไปจบลงที่ร้านขายแผ่นเสียงของเมย์เบลล์ เพราะฉะนั้นที่ผมไปค้นคว้ามาเกี่ยวกับศิลปินยุคนั้นอย่าง Temptations และ James Brown ก็เลยมีประโยชน์ เพราะอดัมกำกับการร้องเต้นอย่างละเอียด เพลงนี้เป็นเพลงที่มีพลัง คนดูต้องชอบแน่
|