Hair Spray
 
MAIN WEB MENU
HOME  
OUT PHOTO  
OUT FORUM  
OUT MODELS  
OUT CHAT  
OUT MOBILE
OUT LINE 1900 444 775  

 

ThailandOut.com ร่วมกับ บางกอกเรนโบว์ และ บริษัทมงคลเมเจอร์
เชิญทุกท่านร่วมตามหาฝันที่มาพร้อมกับสีสันแห่งเสียงเพลง
จากละครเวทีเรื่องยิ่งใหญ่ของบอร์ดเวย์ เจ้าของรางวัลโทนี่อวอร์ดถึง 8 รางวัล
และผ่านสายตาของผู้ชมมาแล้วทั่วโลก สู่จอภาพยนตร์อย่างยิ่งใหญ่อลังการ
พบกับ จอห์น ทราโวลต้า ในบทบาทของคุณแม่ช่างดัน

HAIRSPRAY

รอบพิเศษดูฟรีก่อนใคร อังคารที่ 24 ก.ค.50 รอบ 20.00 น. UMG RCA.
เพียงนำหนังสือเกย์เก่า (ไทย) ทุกประเภท ไปร่วมบริจาคเข้าโครงการ
"อนุรักษ์มรดกสีรุ้ง" (www.tqrc.org) เพื่อประโยชน์ในทางวิชาการ
3 เล่ม/1 ที่นั่ง โทร.บริจาคเพื่อสำรองที่นั่งล่วงหน้าได้ที่ 02-6183221 , 086-6071069

HAIRSPRAY

สัญชาติ อเมริกัน
ประเภท เพลง / ตลก
กำกับการแสดง อดัม แชงค์แมน (Cheaper by the Dozen 2, The Pacifier)
อำนวยการสร้าง เคร็ก ซาดาน (Chicago), นีล เมอรอน (Chicago)
นำแสดง จอห์น ทราโวต้า (Grease, Pulp Fiction, Be Cool, Ladder 49)
มิเชล ไฟเฟอร์ (I am Sam, What Lies Beneath, Batman Returns)
คริสโตเฟอร์ วอลเค่น (Catch Me If You Can, The Deer Hunter, Sleepy Hollow)
อแมนด้า ไบนส์ (She’s the Man, Love Wrecked, What a Girl Want)
ควีน ลาติฟาห์ (Chicago, Beauty Shop, bringing Down the House)
แซค เอฟรอน (ทีวีซีรี่ย์ High School Musical, CSI: Miami)
เจมส์ มาร์เดน (Superman Returns, X-men: The Last Stand, The Alibi)
กำหนดฉาย 2 สิงหาคม 2007
จัดจำหน่าย มงคลเมเจอร์
Official Site http://www.hairspraymovie.com
   
เรื่องราว

เทรซี่ เทิร์นแบลด (นิกกี้ บลอนสกี้) คือสาวน้อยตัวใหญ่ ใจใหญ่ ผมทรงใหญ่ ที่รักการเต้นเป็นชีวิตจิตใจ ความใฝ่ฝันของเธอคือการได้ไปเต้นในรายการ The Corny Collins Show รายการทีวีแนวแดนซ์ปาร์ตี้ที่ฮิปที่สุดในบัลติมอร์ นิกกี้ใจเกินร้อยและพร้อมทุกอย่าง ติดอยู่แค่ปัญหาเล็กๆปัญหาเดียว คือเธอไม่เหมาะกับรายการนี้ รูปร่างอวบอิ่มตุ้ยนุ้ยทำให้เทรซี่ถูกแบ่งแยกออกจากกลุ่มเสมอ ซึ่งเรื่องนี้ เอ๊ดน่า (จอห์น ทราโวต้า) แม่สุดที่รักต้นแบบหุ่นบิ๊กคอยเตือนเธออยู่เสมอ แต่นั่นไม่อาจหยุดความฝันของเทรซี่ได้ เพราะเธอรู้ตัวว่า เธอเกิดมาเพื่อนเต้น

หลังจากโชว์สเต็ปให้ คอร์นี่ย์ คอลลินส์ (เจมส์ มาร์เดน) ตะลึงในงานเต้นรำของโรงเรียน เทรซี่ก็ได้เข้าไปเต้นในรายการของเขาและกลายเป็นขวัญใจผู้ชมทันที ยังความเจ็บใจมาให้ แอมเบอร์ วอน ทัสเซล (บริตตานี่ย์ สโนว์) ดาวเด่นของรายการ และ เวลม่า (มิเชลล์ ไฟเฟอร์) คุณแม่เจ้าของสถานีโทรทัศน์ WYZT จอมแสบของเธอเป็นอย่างมาก แต่ที่ทำให้แอมเบอร์เลือดขึ้นหน้ามากกว่านั้นก็คือ ไม่ใช่แค่ผู้ชมที่หลงรักเทรซี่ แต่ ลิงค์ ลาร์กิน (แซค เอฟรอน) แฟนหนุ่มของเธอก็ดูจะหลงเสน่ห์สาวจ้ำม่ำคนนี้เช่นกัน การเต้นกลายเป็นสงครามย่อยๆเมื่อสองสาวแข่งขันกันว่าใครจะได้เป็นผู้ครองมงกุฎ “มิสทีนเอจแฮร์สเปรย์”

แต่แล้ว การได้เข้าไปอยู่ในห้องทำโทษที่โรงเรียนทำให้เทรซี่มองเห็นปัญหาที่สำคัญกว่าการชิงดีชิงเด่นเรื่องการเต้นและทรงผมสุดเก๋ นั่นก็คือ การแบ่งแยกสีผิว เธอไม่ยอมฟังคำทัดทานของคนอื่น และจับมือกับ มอเตอร์เมาธ์ เมย์เบล (ควีน ลาติฟาห์) นำขบวนเดินประท้วงเรื่องการแบ่งแยกสีผิว แต่กลับลงเอยด้วยการถูกออกหมายจับ เทรซี่จึงต้องหนีไปกบดานอยู่ในห้องใต้ดินที่บ้านเพื่อนรัก เพนนี พิงเกิลตัน (อแมนด้า ไบนส์)

ถึงคราวอับโชคของเทรซี่เสียแล้วหรือ? เทรซี่จะพลาดงานประกวดเต้น แล้วเสียตำแหน่ง “มิสแฮร์สเปรย์” ให้แอมเบอร์ หรือจะกลับมาร้องและเต้นเพื่อสู้กับปัญหาอีกครั้ง? ที่สำคัญ เธอจะพิชิตหัวใจหนุ่มฮอต ลิงค์ ลาร์กิน แล้วเข้าไปเต้นเป็นส่วนหนึ่งของรายการโดยผมไม่เสียทรงได้หรือไม่ ต้องช่วยกันลุ้น

เมื่อผมทรงใหญ่เจอฝันยิ่งใหญ่ อะไรก็เกิดขึ้นได้ และมันเกิดขึ้นจริงในภาพยนตร์คอเมดี้ร็อคแอนด์โรลเรื่องนี้

 
งานสร้าง

จุดเริ่มต้นของ Hairspray อยู่ในปี 1988 เมื่อผู้กำกับ จอห์น วอเทอส์ และ New Line Cinema นำภาพยนตร์เรื่อง Hairspray เวอร์ชั่นต้นฉบับออกฉาย วอเทอส์เขียนบท, กำกับ และอำนวยการสร้าง Hairspray เองเช่นเดียวกับ Pink Flamingos และ Polyester ซึ่งเป็นผลงานเรื่องก่อนๆ และมันก็กลายเป็นหนังตลกคลาสสิคสุดฮิตอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกับเรื่องที่ผ่านมา Hairspray ฉบับนั้นนำแสดงโดยหน้าใหม่ ริคกิ เลค ในบท เทรซี่ เทิร์นแบลด, ดารากะเทยชื่อดัง ดีไวน์ (แฮริส เกล็น มิลสตีด) ในบท เอ๊ดน่า แม่สุดที่รักของเทรซี่ และนักแสดงฝีมือเยี่ยม เจอรี่ สติลเลอร์ในบทคุณพ่อวิลเบอร์ นี่เป็นหนังเรื่องหนึ่งที่มีแต่ จอห์น วอเทอส์ เท่านั้นที่ถ่ายทอดออกมาแบบนั้นได้

“ผมเขียนบทเรื่องนี้บนเตียงในอพาร์ทเมนทโทรมๆในบัลติมอร์” วอเทอส์เล่า “ชีวิตผมก็เหมือนในหนังคือโตในช่วงยุค 60 ผมเคยดูรายการแดนซ์โชว์วัยรุ่นชื่อรายการ The Buddy Dean Show ทางทีวี เคยไปเต้นในรายการนั้นครั้งนึงด้วย ผมเองก็เหมือวัยรุ่นผิวขาวคนอื่นที่ฟังเพลงคนผิวดำ ตอนนั้นเรามีสถานีวิทยุของคนผิวดำ 3 สถานี”

“จอห์นมีชีวิตอยู่ในบัลติมอร์ช่วงที่วัฒนธรรมของคนขาวและคนดำมาบรรจบกัน” เจอร์รี่ สติลเลอร์ ที่คราวนี้ได้รับเชิญให้มารับบทมิสเตอร์พิงกี้ เจ้าของร้านเสื้อผ้า Hefty Hideaway ในหนังฉบับนี้กล่าว “ผลลัพธ์คือเรื่องราวที่กลั่นมาจากบุคลิกเพี้ยนๆและมุมมองชีวิตเฉพาะตัวของจอห์น” เจอร์รี่เล่าต่อ เอมี่และเบน ลูกๆของเขารบเร้าให้เขารับบท วิลเบอร์ เทิร์นแบลด ในหนังฉบับปี 1988 “จอห์นไม่ตั้งกฎและข้อจำกัดอะไรเลยในฉากตลก นั่นเป็นความฉลาดในฐานะผู้กำกับ ภาพชีวิตปี 1962 ในหนัง อาจไม่สมจริง แต่คุณคงปฏิเสธไม่ได้ว่ามันตลกมากๆ”

วอเทอส์อธิบายว่าหนังของเขามาจากมุมมองของคนขาว (อย่างที่ถ่ายทอดผ่านสายตาของ เทรซี่ เทิร์นแบลด) ในเรื่องความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการแบ่งแยกสีผิว “ผมว่าหนังของผมสะท้อนถึงคนดู เพราะมันตลกก็จริง แต่ก็สอดแทรกประเด็นทางสังคมเข้าไปด้วยแบบไม่เครียดและไม่น่าเบื่อ ความแตกต่างที่สำคัญคือในรายการ Buddy Dean ของจริงไม่มีสาวอ้วน นั่นแหละคือที่มาของตัวละคร เทรซี่ เทิร์นแบลด สำหรับผมเทรซี่ซึ่งเป็นผู้หญิงอ้วนก็คือตัวแทนของคนนอก และความฝันในการเข้าไปเต้นในรายการ The Corny Collins Show ของเธอก็คือตัวแทนความฝันของทุกคนที่ถูกแบ่งแยก ไม่ว่าในเรื่องไหน”

ปลายทางฝันของ เทรซี่ เทิร์นแบลด ไม่ใช่ตัวเลขสวยงามบนตารางบ๊อกซ์ออฟฟิศ ต่อมาในปี 2002 New Line Cinema ได้ดัดแปลง Hairspray ของจอห์น วอเทอส์ เป็นละครบรอดเวย์ในชื่อ Hairspray: The Musical ซึ่งฮิตถล่มทลายเป็นปรากฏการณ์ Hairspray: The Musical เขียนบทโดย มาร์ค โอดอนเนลล์ และ โธมัส มีฮาน ดนตรีโดย มาร์ค เชแมน เนื้อร้องโดย สก๊อตต์ วิทท์แมน และเชแมน Hairspray: The Musical ได้เข้าชิงรางวัล Tony Awards 13 รางวัล และคว้ามาได้ถึง 8 รางวัล ซึ่งรวมถึงรางวัลสำคัญอย่างละครเพลงยอดเยี่ยม, บทละครยอดเยี่ยม, ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม, นักแสดงนำชายยอดเยี่ยมสาขาละครเพลง (ฮาร์วี่ย์ เฟียร์สไตน์), นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมสาขาละครเพลง (มาริสสา จาเร็ท วิโนเคอร์), นักแสดงนำหลักยอดเยี่ยมสาขาละครเพลง (ดิค ลาเทสซ่า), เครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม (วิลเลี่ยม ไอวี่ย์ ลอง) และการกำกับละครเพลงยอดเยี่ยม (แจ๊ค ไบรเอน)

ละครเรื่องนี้ดึงดูดความสนใจจากผู้ชมให้หลั่งไหลเข้าไปชมในโรงละครบรอดเวย์ Neil Simon อย่างล้นหลามและได้เดินสายไปแสดงทั่วอเมริกาเหนือด้วยเพลงประกอบที่ติดหู, ตัวละครน่ารัก, แก่นเรื่องเกี่ยวกับคนที่ถูกแบ่งแยก และอารมณ์ขัน คุณสมบัติเหล่านี้ดึงดูดความสนใจของผู้ชมทุกเพศทุกวัย นอกจากนี้ Hairspray The Musical กำลังจะเดินทางไปสร้างความหรรษาถึงต่างประเทศ โดยมีแผนจะไปเปิดแสดงที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ในเดือนกรกฎาคม ปี 2007 และที่ลอนดอน ในเดือนตุลาคม ปี 2007

ผู้ที่รับบท เทรซี่ เทิร์นแบลด คนแรกคือ ริกกิ เลค (เช่นเดียวกับวอเทอส์และเจอรี่ สติลเลอร์ เธอเป็นนักแสดงรับเชิญใน Hairspray ฉบับล่าสุดนี้ด้วย) หนังต้นฉบับของ จอห์น วอเทอส์ มีแก่นเรื่องเหมือนซินเดอเรลล่า แต่ไม่ใช่แค่ในหนัง เพราะชีวิตจริงของเลคเองก็เป็นอย่างนั้น

“ฉันดีใจมากที่ได้ไปเข้าฉากเป็นนักแสดงรับเชิญที่โตรอนโต” เลคเล่า “คือมันตั้ง 19 ปีแล้วที่ฉันแสดงในหนังต้นฉบับ ไม่อยากเชื่อเลยว่าตอนนี้ฉันแก่พอจะเป็นแม่ของเทรซี่ได้แล้ว จริงๆนะ ฉันว่าประเด็นของหนังจากวันนั้นถึงวันนี้ก็ยังไม่เชย เรื่องของความอดทน การยอมรับ การแบ่งแยก ฉันชอบที่หนังให้คนที่เสียเปรียบมาตลอดเป็นฝ่ายชนะ เนื้อหาก็เป็นอะไรที่สร้างสรรค์เกี่ยวกับการซื่อสัตย์ต่อตัวเอง ซึ่งถ้าทำได้ ฝันคุณจะเป็นจริง เหมือนฉันไง การได้แสดงในหนังต้นฉบับ ทำให้ฉันมีโอกาสมากมายในชีวิต ฉันต้องขอบคุณ จอห์น วอเทอส์ มากๆที่ค้นพบฉันฉุดฉันขึ้นจากความมืดแล้วดันให้กลายเป็นดาว จะว่าไป นิกกี้ยืนอยู่ในจุดที่ฉันเคยยืนเมื่อนานมาแล้ว และเธออาจจะได้มีชีวิตการงานที่ดีต่อไปเหมือนกับฉัน”

ปี 2007 นี้ ผลงานของจอห์น วอเทอส์ ได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นมาอีกครั้งเป็นรุ่นที่ 3 โดย Hairspray ฉบับนี้ไม่ได้เป็นการรีเมคหนังปี 1988 หรือนำละครเวทีปี 2002 มาสร้างเป็นหนัง แต่เป็นภาพยนตร์ที่สร้างทุกอย่างขึ้นมาใหม่โดยอิงจากการแสดงบรอดเวย์

ฤดูใบไม้ร่วงปี 2004 บริษัท New Line Cinema ที่มีส่วนใน Hairspray ทุกฉบับ ได้ดึงผู้อำนวยการสร้างอย่าง เคร็ก ซาดาน และ นีล เมอรอน ให้เข้ามาช่วยเพื่อนของพวกเขาสร้างภาพยนตร์เรื่อง Hairspray ฉบับใหม่ โดยเริ่มจากจ้างมือเขียนบท เลสลี่ ดิกสัน (Mrs. Doubtfire, Freaky Friday) ผู้อำนวยการสร้างคู่นี้มีประสบการณ์ด้านหนังเพลง พวกเขาอำนวยการสร้างบริหารภาพยนตร์เพลงเรื่อง Chicago ที่ได้รางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมประจำปี 2003 (เป็นหนังเพลงเรื่องแรกในรอบ 34 ปีที่ได้รางวัลนี้) และอำนวยการผลิตละครโทรทัศน์อย่าง Gypsy, Rodgers & Hammerstein’s Cinderella, Annie และ The Music Man

“Hairspray ทั้ง 3 ฉบับ มีดีเอ็นเอเดียวกัน สายเลือดเดียวกัน” ผู้อำนวยการสร้าง นีล เมอรอน กล่าว “ทุกฉบับเชื่อมโยงถึงกัน แต่มีอารมณ์ทางศิลปะเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง หนังฉบับนี้มีโครงสร้างเดียวกับหนังฉบับเดิม แต่จะผสมกับพลังและความสนุกสนานของละครบรอดเวย์เพื่อสร้างสรรค์เรื่องราวใหม่ที่แตกต่าง เหมือนพี่น้องสามคน ที่ไม่จำเป็นต้องเหมือนกันเสมอไป แต่มาจากครอบครัวเดียวกัน”

“สำหรับเราทุกคน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการให้เกียรติต้นฉบับ ไม่ว่าจะเป็น องค์ประกอบด้านอารมณ์ขันในหนังต้นฉบับหรือองค์ประกอบด้านดนตรีในละครบรอดเวย์ต้นฉบับ เราสร้างหนังเรื่องนี้ด้วยเคารพและนับถือต่อผลงานที่ จอห์น วอเทอส์ เคยสร้างสรรค์เอาไว้อย่างดี” ผู้อำนวยการ เคร็ก ซาดาน กล่าว

New Line Cinema และบรรดาผู้อำนวยการสร้างเห็นว่า อดัม แชงค์แมน คือผู้กำกับที่เหมาะสมที่สุดสำหรับโปรเจ็คต์นี้ และ Hairspray ยังทำให้แชงค์แมนได้กลับไปทำในสิ่งที่เขาถนัดด้วย “หนังเรื่องนี้ถือเป็นฝันที่เป็นจริงของผม และทำให้ผมรู้สึกเหมือนได้กลับบ้าน” ผู้กำกับ อดัม แชงค์แมน กล่าว ครึ่งแรกของชีวิตการทำงาน เขาเป็นนักเต้น และผู้ออกแบบท่าเต้นของละครเวทีและภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จ ก่อนจะเบนเข็มมาเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ในเวลาต่อมาด้วยผลงานอย่าง The Wedding planner, A Walk to Remember, Bringing Down the House, The Pacifier และ Cheaper by the Dozen 2 ที่ทำรายได้ทั่วโลกรวมแล้วกว่า 600 ล้านบาท

“เคร็กกับผมรู้จักอดัมมานานหลายปี และดูเขาเติบโตกลายเป็นนักทำหนังที่มีความสามารถ” ผู้อำนวยการสร้าง นีล เมอรอน กล่าว “ครั้งแรกที่ผมไปคุยกับอดัมเรื่องจะให้เขามากำกับหนังเรื่องนี้ เขากระตือรือร้นอยากกำกับมาก เขาบอกว่าเขาเข้าใจโชว์นี้มากกว่างานไหนๆที่เคยทำมา สำหรับเขา เรื่องราวของ เทรซี่ เทิร์นแบลด และนิสัยมุ่งมั่นของเธอสะท้อนชีวิต ความต้องการ และความตั้งใจในการทำงานหนักเพื่อประสบความสำเร็จของตัวเขาเอง ความเชี่ยวชาญด้านการเต้น ด้านละครเวที และด้านภาพยนตร์ ผสมกับความชอบที่มีต่อตัวหนัง ทำให้เขาเป็นแรงผลักดันสำคัญของหนังเรื่องนี้”

“หนังที่ผมโชคดีได้กำกับเมื่อหลายปีที่ผ่านมา ไม่ได้ใช้ทักษะด้านการเต้นที่ผมมีเลย เพราะฉะนั้น การได้กำกับ Hairspray จึงเหมือนการได้กลับไปทำสิ่งที่ผมถนัด ซึ่งผมชอบมาก ที่สำคัญ ผมได้ร่วมงานกับทีมงานที่มีพรสวรรค์มากที่สุดเท่าที่เคยเจอ ทีมนักแสดงก็มีพรสวรรค์มาก และการที่พวกเขากล้าเข้ามามีส่วนร่วมในโปรเจ็คต์แบบนี้ทำให้ผมทึ่ง” แชงค์แมนกล่าว

สำหรับผู้อำนวยการสร้าง เคร็ก ซาดาน และนีล เมอรอน ความมหัศจรรย์ของภาพยนตร์เรื่องนี้มาจากทักษะเฉพาะตัวด้านการเต้นของผู้กำกับ อดัม แชงค์แมน, ความสามารถของนักแสดงทั้งระดับเก๋าเกมผู้มีรางวัลระดับโลกการันตีและนักแสดงรุ่นใหม่ไฟแรงที่กำลังได้รับความนิยม และเพลงประกอบภาพยนตร์ที่สร้างสรรค์โดย มาร์ค เชแมน และ สก๊อตต์ วิทท์แมน ที่แต่งเพลงใหม่ขึ้นมาหลายเพลงเพื่อภาพยนตร์เรื่องนี้โดยเฉพาะ รวมถึงเพลงสไตล์ เอลวิส เพรสลี่ย์ อย่างเพลง Ladies Choice ที่ ลิงค์ ลาร์กิน (รับบทโดย แซค เอฟรอน) เป็นผู้ร้อง และเพลง Come So far (Got So Far to Go) ที่ขับร้องโดย ควีน ลาติฟาห์, นิกกี้ บลอนสกี้, แวค เอฟรอน และอิไลจาห์ เคลลี่ ในเครดิตปิดเรื่อง

ผู้อำนวยการสร้าง มาร์ค เชแมน ยกความดีทั้งหมดให้ จอห์น วอเทอส์ ที่สร้างต้นแบบอันเป็นมาตรฐานอมตะไว้ในภาพยนตร์ต้นฉบับ “สิ่งที่เราทำวันนี้อิงมาจากผลงานคลาสสิคเมื่อ 20 ปีก่อนของจอห์น วอเทอส์” เชแมนกล่าว “และแก่นของหนังคือการทำฝันให้เป็นจริงของคนๆหนึ่ง”

แชงค์แมนเสริมว่า “ผมเป็นแฟนตัวยงของทั้งหนังฉบับจอห์น วอเทอส์ และละครบรอดเวย์ ผลงานทั้งคู่ประสบความสำเร็จเพราะศูนย์กลางของเรื่องคือสาวอ้วน ทรงผมอลังการ ที่มีความฝันยิ่งใหญ่ ไม่เปลี่ยนแปลงแม้วิธีการนำเสนอจะเปลี่ยนไป เพราะฉะนั้น การเล่าเรื่อโดยดึงข้อดีของหนังและละครเวทีมาใช้ ผู้ชมรุ่นใหม่จะได้สัมผัสอารมณ์ขันสุดฮาแบบหนังต้นฉบับและสนุกสนานหรรษาแบบละครบรอดเวย์”

Hairspray ฉบับนี้มีองค์ประกอบบังคับ 2 อย่างเหมือนต้นฉบับ นั่นก็คือตัวละคร เทรซี่ เทิร์นแบลด รับบทโดยนักแสดงหน้าใหม่ และตัวละคร เอ๊ดน่า เทิร์นแบลด รับบทโดยนักแสดงชาย ในหนังต้นฉบับสองบทนี้แสดงโดย ริกกิ เลค และดีไวน์ ส่วนในละครบรอดเวย์แสดงโดย มาริสสา วิโนเคอร์ และ ฮาร์วี่ย์ เฟียร์สไตน์ และล่าสุด นิกกี้ บลอนสกี้ และ จอห์น ทราโวต้า คือนักแสดงที่เข้ามารับบทนี้

“มาหาแม่มาลูก” คือคำแรกที่ จอห์น ทราโวลต้า พูดกับ นิกกี้ บลอนสกี้ ผู้รับบทเป็น เทรซี่ เทิร์นแบลด ลูกสาวของตัวละครของเขา เมื่อพบกันครั้งแรกในเดือนสิงหาคม 2006 หลังจากที่เห็นทั้งคู่ร่วมฉากด้วยกัน ทุกคนในกองก็รู้ทันทีว่าหนังเรื่องนี้ต้องไม่ธรรมดาแน่

“พวกเขาเข้ากันได้ดีทันทีที่เจอกัน รู้เลยว่าต่อไปทำงานด้วยกันสบาย” ผู้อำนวยการสร้าง นีล เมอรอน เล่า “มันน่าตื้นตันนะ เพราะเหมือนชะตาลิขิตให้พวกเขามาเจอกัน เราจำวันนั้นได้แม่นเพราะรู้ว่านี่คือจุดเริ่มต้นของการแสดงบทแม่ลูกครั้งหนึ่งที่น่าประทับใจที่สุดตลอดกาล”

“ฉันไม่มีทางลืมวันแรกที่เจอ จอห์น ทราโวลต้า ได้แน่ๆ” นิกกี้ บลอนสกี้ เล่า ก่อนหน้าที่จะได้แสดงหนังคู่กับดาราดังคนนี้ เธอเป็นเพียงเด็กมัธยมปลายที่ทำงานพิเศษเป็นพนักงานร้านไอศกรีม “ตอนเรากอดกัน ฉันรู้สึกเหมือนกอดแม่จริงๆ เขาทำให้ฉันรู้สึกผ่อนคลาย อบอุ่น และปลอดภัย ซึ่งเป็นความรู้สึกที่แม่ทั่วไปมอบให้ลูก”

“ดาวดวงใหม่ได้แจ้งเกิดแล้ว” จอห์น ทราโวลต้า พูดถึงการแสดงของ นิกกี้ บลอนสกี้ “ผมมั่นใจว่าจะไม่มีวันถอนคำพูดนี้แน่ เมื่อได้เห็นนิกกี้แสดง คุณจะรู้สึกทันทีว่าเธอมีความสามารถ มีพรสวรรค์ และมีเสน่ห์ เหมือน บาบาร่า สไตรแซนด์ หรือเบ็ตตี้ มิทเลอร์ สมัยก่อน นิกกิมีความสามารถเฉพาะเหมือนซูเปอร์สตาร์สองคนนั้น”

ทราโวลต้ากับบลอนสกี้เข้ากันได้ดีทันทีที่พบกันก็จริง แต่การโน้มน้าวให้ทราโวลต้ามาแสดงเป็นเอ๊ดน่าไม่ใช่เรื่องง่าย ความจริงผู้กำกับซาดานและเมอรอนใช้เวลานานเป็นปีกว่าจะชวนทราโวลต้าสำเร็จ “จอห์นเป็นนักแสดงหนังเพลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของยุคนี้ แต่เขาลังเลอยู่นานเพราะกังวลที่จะกลับมาแสดงในหนังแนวเดียวกับที่ทำให้เขาดัง” เมอรอนกล่าว “เขาย้ำเคร็กกับผมว่า ถ้าเขาจะกลับมาแสดงหนังเพลงอีก หนังเรื่องนั้นจะต้องไม่ธรรมดา ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ผมก็เลยบอกเขาไปว่า แค่จอห์น ทราโวลต้า มารับบทเป็น เอ๊ดน่า เทิร์นแบลด ก็ไม่ธรรมดาแล้วล่ะ”

ผู้อำนวยการสร้างซาดานเสริมว่า “ผมเข้าใจนะว่ามีหลายเหตุผลที่ทำให้จอห์นลังเล แต่เราก็บอกเขาบทนี้เป็นของเขา และมันไม่เหมือนบทไหนที่เขาเคยแสดงมาก่อน จอห์นทำให้คนดูแปลกใจมาตลอด เราบอกเขาว่านี่จะเป็นบทที่ใหญ่ที่สุดของเขา ทั้งในความหมายตรงตัวและโดยนัย”

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผู้อำนวยการสร้างเมอรอนและซาดานติดต่อให้ทราโวลต้ามาแสดงหนังเพลง ก่อนหน้านี้พวกเขาเสนอบท จอห์น ฟลีน ใน Chicago ให้ทราโวลต้า แต่เขาปฏิเสธ บทนั้นจึงตกเป็นของ ริชาร์ด เกียร์

“ความจริง Chicago คือเรื่องแรกที่ติดต่อให้ผมกลับไปเล่นหนังเพลงอีก และมาวันนี้ผมเสียดายที่ปฏิเสธไป” ทราโวลต้าเผย “เพราะฉะนั้นเคร็กกับนีลก็เลยบอกผมว่าคราวนี้ห้ามเบี้ยวอีก พวกเขาเอารายละเอียดมาให้ผมดูทั้งหมดว่าจะสร้างหนังเรื่องนี้ออกมาเป็นแบบไหน และชักแม่น้ำทั้งห้าว่าทำไมผมถึงควรรับบทนี้ ผมเองหนักใจที่รับบทนำชายมา 30 กว่าปี และตอนนี้ต้องแสดงเป็นผู้หญิงจากบัลติมอร์ แต่หลังจากลังเลอยู่นาน ท้ายสุดพวกเขาก็ชวนผมให้กลับไปส่ายสะโพกสำเร็จ แต่คราวนี้ในบทเอ๊ดน่า”

ผู้ที่รับหน้าที่แปลงโฉมทราโวลต้าให้กลายเป็นเอ๊ดน่าคือผู้เชี่ยวชาญด้านการแต่งหน้า โทนี่ การ์ดเนอร์ และทีมช่างแต่งหน้าและช่างศัลยกรรมพลาสติคมากพรสวรค์ของเขา ทุกวันที่เข้าฉาก ทราโวลต้าต้องใช้เวลากว่า 4-5 ชั่วโมง ในการแต่งหน้าและแต่งตัว เขาต้องใส่ชุดอ้วนตั้งแต่หัวจรดเท้า (น้ำหนักประมาณ 30 ปอนด์) และซิลิโคนต่างหากอีก 5 ชิ้น ได้แก่ คางและริมฝีปากล่าง, ริมฝีปากบน, แก้ม 2 ข้าง, รอบคอ และร่องอก รวมเบ็ดเสร็จแล้ว ทีมงานสั่งผลิตชุดอ้วนขึ้นมาทั้งหมด 3 ชุด (บวกชุดซิลิโคนครึ่งตัวหนัก 75 ปอนด์อีก 1 ชุด), ขา 11 คู่, แขน 9 คู่ และชิ้นส่วนใบหน้าอีก 40 ชุด เพื่อการแปลงโฉมครั้งนี้โดยเฉพาะ

กระบวนการการแต่งหน้าสุดหินในแต่ละวันทำให้ทราโวลต้าทั้งรักทั้งขยาดบทเอ๊ดน่าไปเลยทีเดียว “ผมบอกได้เลยว่าแสดงเป็นเอ๊ดน่าเนี่ยสนุกมาก แต่แปลงโฉมเป็นเอ๊ดน่านี่ไม่สนุกเลย” ทราโวลต้าเล่า “ผมชอบปฏิกิริยาของคนตอนเห็นผมเข้าฉากเป็นเอ๊ดน่า แต่ไม่ชอบขั้นตอนการแปะพลาสติคและชุดอ้วนเลย มันอึดอัดแล้วก็ร้อนมาก เหมือนใส่เสื้อผ้าหนาๆ 7 ชั้น จำได้ว่าตอนนั้นผมคิดเลยว่าจะไม่รับบทผู้หญิงอีกแล้วถ้าต้องทำแบบเดียวกัน”

“แต่ถึงยังไง ผมก็ปลื้มมากตอนเห็นตัวเองในมาดเอ๊ดน่าครั้งแรก” ทราโวลต้ากล่าว “อยู่ๆเธอก็โผล่มา ผมสนุกมากที่เดินไปเดินมาในกองถ่ายและทุกคนทักผมว่าเอ๊ดน่า เหมือนพวกเขาลืมไปแล้วว่าผมอยู่ข้างในชุดนี้ ตลกดี แทนที่จะเล่นมุขเดิม คือแสดงเป็นผู้ชายที่ใส่ชุดผู้หญิงอ้วน ผมตัดสินใจเล่นมุขใหม่ คือสร้างและแสดงเป็นแม่บ้านจากบัลติมอร์แบบสมจริง”

โน้มน้าวให้ทราโวลต้ามาแสดงเป็นเอ๊ดน่าว่ายากแล้ว การหาเด็กผู้หญิงมารับบทเทรซี่ยิ่งยากกว่า”ผมตั้งใจไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าจะให้นักแสดงหน้าใหม่มารับบทเทรซี่ เคร็กกับนีล และทางสตูดิโอก็เห็นด้วยเต็มที่” ผู้กำกับแชงค์แมนกล่าว “มันสำคัญต่อตัวหนังและต่อตัวละครว่าใครจะมารับบทนี้ นอกจากจะให้นักแสดงหน้าใหม่มารับบทนี้แล้ว ผมยังตั้งใจไว้ด้วยว่านักแสดงต้องอายุไล่เลี่ยกับตัวละคร นั่นคือสิ่งที่ผมต้องการ คนดูต้องตกหลุมรักสาววัยรุ่นหุ่นตุ้ยนุ้ยคนนี้ทันทีที่ได้เห็น”

“แต่เทรซี่เป็นคนที่มีรูปร่างหน้าตาโดดเด่น เรารู้ว่ายากที่จะหาเด็กผู้หญิงจ้ำม่ำอายุประมาณ 17 ปี ที่สามารถร้อง, เต้น และแสดงประกบดาราดังอย่าง จอห์น ทราโวลต้า, ควีน ลาติฟาห์, คริสโตเฟอร์ วอลเค่น และมิเชลล์ ไฟเฟอร์ได้โดยไม่ถูกกลบรัศมี แต่เราก็หาเจอจนได้” ผู้กำกับ อดัม แชงค์แมน เล่า

ทีมงานค้นหาผู้ที่จะมารับบทนี้จากทั่วโลก โดยจัดการออดิชั่นขึ้นทั้งในแคนาดา, อังกฤษ, ออสเตรเลียและอเมริกา รวมทั้งสร้างเว็บไซต์เพื่อให้คนส่งเทปออดิชั่นเข้ามาด้วย ทีมงานดูการแสดงของสาวอวบกว่า 1,000 คน ก่อนที่นิกกี้ บลอนสกี้ จะเข้าตากรรมการและได้รับเลือกอย่างเป็นเอกฉันท์ให้รับบทนี้

“พอดูการทดสอบบทของนิกกี้แล้ว ผมก็ใส่ชื่อเธอเข้าไปในรายชื่อทันที” ผู้กำกับแชงค์แมนเผย “นิกกี้อายุเท่าตัวละคร รูปร่างหน้าตาก็ใช่ ที่สำคัญเธอร้องเพลงเก่งและทำให้ผมหัวเราะได้ นิกกิมีความมั่นใจในตัวเองสูงและมีเสน่ห์ซึ่งตรงกับบทเทรซี่มาก ผมได้ดูการทดสอบบทของเด็กสาวอีกหลายคนและเทปอีกกองใหญ่ แต่ก็กลับไปดูนิกกี้อีกทุกที สุดท้ายผมก็รู้ว่าผมคงไม่อาจเมินความจริงที่ว่า สวยน้อยร่างท้วมจากชนชั้นกลาง ในลองไอร์แลนด์คนนี้มีความฝันเรื่องการแสดงเหมือนเทรซี่ ชีวิตของทั้งคู่เหมือนกันอย่างเห็นได้ชัด จนผมต้องเลือกเธอมาแสดง สุดท้ายเราก็รู้ว่านิกกี้คือเทรซี่ เธอแค่เข้าฉากและใส่วิก แค่นั้น ไม่ต้องปรับเปลี่ยนอะไรอีก”

หลังจากนั้นทีมงานก็โทรกลับหานักแสดงและนัดประชุม สุดท้ายก็ทดสอบบทกันที่ลอสแองเจลลิสและสิ้นสุดการข้อตกลงกับทุกคน หลายเดือนต่อมา บลอนสกี้ก็เดินเข้าฉากเพื่อทำการซ้อม และจบลงที่เธอสร้างความประทับใจให้ทุกคน “นิกกี้อึดเหมือนเครื่องจักร เธอซึมซับทุกอย่างเหมือนฟองน้ำ ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย และไม่ต้องเสียเวลาสอนอะไรเธอมาก ขนาดไม่ได้เรียนเต้น แค่ประสบการณ์แสดงละครเพลงที่โรงเรียน นิกกี้ยังสามารถเข้าฉากได้ เธอเรียนรู้เร็วจนน่ากลัว ทั้งเรียนเต้น เรียนการแสดง และเรียนรู้เรื่องมุมกล้อง ความจริงเธอเก่งจนนักเต้นและนักแสดงคนอื่นต้องพัฒนาตัวเองเพื่อแสดงกับเธอเลยทีเดียว”

“มีอยู่ครั้งเดียวที่นักแสดงทุกคนได้มาอยู่พร้อมหน้ากัน นั่นก็คือตอนซ้อมอ่านบทและซ้อมร้องเพลงในเดือนสิงหาคม” เชแมนเล่า “พลังและความตื่นเต้นในห้องนั้นสัมผัสได้และแพร่กระจายถึงทุกคน มันสนุกและน่าตื่นเต้นมากที่ได้เห็นนักแสดงทั้งหลายโชว์พรสวรรค์ของตัวเองออกมาพร้อมกัน ตอนนั้นเราเห็นนิกกี้กลายเป็นเทรซี่ เธอไม่ได้แค่เอาตัวรอดบนจอท่ามกลางดาราเก๋าเกมอย่า จอห์น, มิเชลล์, คริสโตเฟอร์ และลาติฟาห์เท่านั้น แต่ยังสร้างมาตรฐานการแสดงให้นักแสดงคนอื่นในทีมด้วย มันเป็นประสบการณ์ที่เยี่ยมมาก เราจะไม่มีวันลืมเลย”

“ผมแทบร้องไห้แน่ะที่ได้เห็นการซ้อมอ่านบทวันนั้น” นักแต่งเพลง สก๊อตต์ วิทท์แมน กล่าว “และผมประทับใจมากที่ได้เห็นนิกกี้แสดงเคียงบ่าเคียงไหล่กับนักแสดงคนอื่นๆ ผมกลายเป็นแฟนพันธุ์แท้ของเธอไปเลย”

“ฉันเป็นหนี้บุญคุณอดัมจนไม่รู้จะพูดยังไง” นิกกี้ บลอนสกี้สารภาพ “ฉันเชื่อว่าเขาคือเทวดาประจำตัวที่เฝ้ามองฉันไล่ตามความฝัน เขาทำฉันร้องไห้หลายครั้ง การได้ยินคำชมว่าทำได้ดีจากปากเขาคือสิ่งที่ทำให้ฉันตื้นตันที่สุดในชีวิต เขาทำให้ฉันกลายเป็นผู้หญิงที่มีความสุขที่สุดในโลก เขาจะอยู่ในในฉันเสมอ ตลอดไป”

นักแสดงฝีมือเก๋า จอห์น ทราโวลต้า และหน้าใหม่ นิกกี้ บลอนสกี้ เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการรวมทีมนักแสดง หลังจากนั้นทีมงานได้รวบรวมนักแสดงฝีมือดีทั้งรุ่นใหญ่และรุ่นเล็กเพื่อมาร้องและเต้นแบบสุดเหวี่ยงใน Hairspray ภาพยนตร์เพลงแห่งปีเรื่องนี้

สำหรับบทคุณแม่คอเพลง มอเตอร์เมาธ์ เมย์เบล กับคุณแม่จอมเจ้าเล่ห์ เวลม่า วอน ทัสเซิล ตัวเลือกแรกของทีมงานคือ ควีน ลาติฟาห์ และมิเชลล์ ไฟเฟอร์ ทั้งคู่คือดาราดัง เป็นผู้หญิงที่สวย และเมื่อได้วิกช่วย พวกเธอก็กลายเป็นสาวผมบลอนด์ได้เนียนสุดๆ “การมีผมบลอนด์ทำให้ฉันรู้จักตัวเองในอีกด้านหนึ่ง ด้านที่ไม่เคยรู้มาก่อนว่ามี ฉันเคยโกรกผมสีอ่อนมาแล้ว แต่ไม่เคยทำสีนี้ มันเจ๋งดีนะ ฉันรู้สึกเหมือนยอดมนุษย์เพราะผมทรงนี้ มันมีพลังมาก” ควีน ลาติฟาห์ กล่าว

ลาติฟาห์ตกลงแสดงบทนี้โดยไม่ได้อ่านสคริปต์ เพราะเธอเคยร่วมงานกับผู้กำกับ อดัม แชงค์แมน มาแล้วจาก Bringing Down the House และกับผู้อำนวยการสร้าง เคร็ก ซาดาน และนีลเมอรอน จาก Chicago ในบท มาม่า มอร์ตัน ที่ทำให้เธอได้เข้าชิงรางวัลอสการ์, ลูกโลกทองคำ และ SAG Awards สาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม “ฉันเชื่อในความสามารถของพวกเขา และรู้สึกสบายใจที่พวกเขาทำทุกอย่างที่สัญญาเอาไว้”

ลาติฟาห์บอกว่าบท มอเตอร์เมาธ์ เมย์เบลล์ คล้ายเธอหลายอย่าง ซึ่งนั่นอาจเป็นเหตุผลว่าทำไมเธอถึงแสดงได้มีพลังและเต็มไปด้วยจิตวิญญาณตอนร้องเพลง “I Know Where I’ve Been”

“เมย์เบลล์กับฉันรักดนตรีเหมือนกันและรู้ว่ามันส่งอิทธิพลต่อชีวิตคนได้แค่ไหน ดนตรีคือพลังแห่งการเปลี่ยนแปลง และการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้เสมอ และมันจะเกิดขึ้นแน่ แต่บางครั้งคุณก็ต้องดันให้มันเกิด เพราะฉะนั้นฉากเดินประท้วงในหนังจึงเป็นอะไรที่พิเศษสำหรับฉัน ไม่ใช่แค่เพราะฉันได้ร้องเพลงดีๆที่แต่งโดย มาร์ค เชแมน และสก๊อตต์ วิทท์แมน หรอก แต่ฉากนี้ทำให้ฉันนึกถึงแม่ด้วย แม่เป็นครูโรงเรียนมัธยมที่ให้แรงบันดาลใจกับนักเรียนและลูกๆ แม่คอยให้กำลังใจและพลังเรามาตลอดว่าโลกเป็นของเราถ้าเราอยากให้มันเป็น ฉันว่าเมย์เบลล์ก็เป็นผู้หญิงแบบนั้น เธอมองว่าลูกๆและเพื่อนของลูกเป็นพลังแห่งอนาคตและเชื่อว่าชีวิตมีอะไรให้พบเจออีกเยอะ เพียงแต่คุณต้องเดินไปหามัน นั่นคือสิ่งที่เด็กๆในหนังเรื่องนี้ทำ และพวกเขาทำผ่านดนตรี”

แต่ดนตรีและการเปลี่ยนแปลงไม่ใช่สิ่งที่ เวลม่า วอน ทัสเซิล แม่ม่ายผู้จัดการสถานีโทรทัศน์จอมเจ้าเล่ห์ต้องการ โดยบทคุณแม่ตัวร้ายนี้แสดงโดย มิเชลล์ ไฟเฟอร์ ยอดฝีมือฝ่ายหญิงที่เคยเข้าชิงออสการ์ 3 สาขาจากบท ซูซี่ ไดมอนด์ ใน The Fabulous Baker Boys ที่เธอต้องทั้งร้องและเต้น

“เวลม่าเป็นผู้หญิงร้าย” ผู้กำกับแชงค์แมนอธิบาย “ถีงเวลาจะผ่านไป แต่อดีตสาวสวยคนนี้ก็ยังยึดติดกับการเอาชนะ เธอทำทุกเพื่อเอาชนะ นั่นเป็นคติที่เธอยึดถือในการทำงาน และในการดำเนินชีวิต ทั้งของเธอเองและของแอมเบอร์ ลูกสาว นี่คือผู้หญิงที่ภายนอกสวยหยาดเยิ้ม แต่ภายในน่าเกลียดน่ากลัว”

“ผมเป็นแฟนผลงานของ มิเชลล์ ไฟเฟอร์ โดยเฉพาะ Batman Returns และ The Fabulous Baker Boys ผมรู้ว่าเธอเป็นเวลม่าได้ ในแง่รูปร่างหน้าตา อารมณ์ขัน และการร้องเพลง” แชงค์แมนกล่าว “ไม่ต้องบอกก็รู้ว่า เป็นงานท้าทายสำหรับดาราอย่างเธอที่จะแสดงเป็นตัวร้ายเหยียดผิว แต่มิเชลล์ก็สวมบทบาทได้อย่างแตกต่าง มีพลังและทุ่มเท เธอไม่พยายามหลีกเลี่ยงความร้ายกาจของเวลม่า แต่สวมเขี้ยวเล็บได้แสบสนุกมาก”

“ฉันว่าการเรียกเธอว่าตัวร้ายดูจะเหมาะสมดี หรือไม่ก็น้อยเกินไป” มิเชลล์ ไฟเฟอร์ หัวเราะ “ตอนแรกฉันลังเลนิดหน่อยที่จะมาแสดงบทนี้ ฉันไม่รู้ว่าจะแสดงเป็นตัวละครที่คนเกลียดยังไง ทุกฉากฉันพยายามแสดงให้เธอเป็นมนุษย์ธรรมดา แต่บางครั้งมันก็เป็นไปไม่ได้ ต้องขอบคุณอดัม เขาเป็นเพื่อนร่วมงานที่ดีมาก แต่ก็ทำให้ฉันรู้สึกตลอดเวลาว่าเขาคอยคุมอยู่และต้องการให้งานออกมาดีกว่านี้ เขาใจกว้างมากตอนซ้อม และดูแลให้ฉันรู้สึกผ่อนคลายเวลาอยู่บนเวที แต่เมื่อไหร่ที่ฉันเริ่มกังวลเรื่องการแสดงหรือไม่ก็เริ่มถอดใจ เขาจะลุกขึ้นมาบอกว่า ‘ที่รัก นี่มันละครเพลงนะ’ นั่นแหละ ฉันถึงกลับมาเป็นเวลม่าได้”

ไฟเฟอร์ยอมรับว่าการร้องและเต้นในเรื่องนี้ยากกว่าที่เคยทำมาใน Grease 2 หรือ The Fabulous Baker Boys “เพลงร้องยากค่ะ ฉันไม่มีเวลาตีความอะไรทั้งสิ้น เพราะทำนองมันเร็วมากจนหายใจแทบไม่ทัน บางครั้งฉันถึงกับอุทานกับตัวเองว่าทำไปได้ยังไง สนุกมากที่ได้กลับมาร้องเพลงอีกครั้ง ฉันต้องทำอะไรหลายอย่างมากนเวลาเดียวกันตอนร้องเพลง “Miss Baltimore Crabs” แต่บริตตานี่ย์ (บริตตานี่ย์ สโนว์ ผู้รับบท แอมเบอร์ ลูกสาวของเวลม่า) และนักเต้นวัยรุ่นทุกคนช่วยดึงพลังฉันได้เยอะ ความกระตือรือร้นและพลังเหลือเฟือของพวกเขาถ่ายทอดมาถึงฉัน และฉันชอบทำงานกับพวกเขาทุกคน”

“ผมว่าคนดูต้องชอบมิเชลล์ในหนังเรื่องนี้ เพราะเธอตลกมาก” แชงค์แมนกล่าว “ถึงจะลืมไปว่าเธอร้องเพลงและเต้นได้ ยังไงคนดูก็จะชอบการแสดงของเธอ”

นักแสดงอีกคนหนึ่งที่เข้ามาร่วมรับบทใน Hairspray คือ คริสโตเฟอร์ วอลเค่น รุ่นใหญ่ที่เป็นที่รู้จักจากบทบาทประเภทดราม่า (หลายครั้งเป็นบทร้าย) และได้รับรางวัลด้านการแสดงมาแล้วมากมาย ในชีวิตจริง วอลเค่นเป็นเด็กผู้ชายจากควีนส์ที่ร้องเพลงและเต้นรำมาตั้งแต่เด็ก ตอนเป็นวัยรุ่น เขาเป็นคอรัสให้ละครเพลงหลายเรื่อง รวมทั้งไปทัวร์กับละครเพลงคลาสสิคเรื่อง West Side Story เป็นเวลา 2 ปีด้วย

“ผมร้องเพลงในละครเวทีจนอายุ 30 ก่อนจะได้เขยิบเป็นนักแสดง” วอลเค่นเล่า “หลังจากนั้นถึงได้ไปแสดงหนัง นั่นแหละคือจุดเริ่มต้นการเป็นนักแสดงภาพยนตร์ของผม มันมาจากความบังเอิญทั้งนั้น”

แต่งานนี้ไม่ใช่ความบังเอิญ ทราโวลต้าเอ่ยชื่อ คริสโตเฟอร์ วอลเค่น ขึ้นมาเป็นคนแรกและบอกว่านักแสดงที่จะมารับบทวิลเบอร์ ไม่ใช่แค่ต้องเป็นนักแสดงที่มีฝีมือ แต่ยังต้องร้องเพลงและเต้นได้ด้วย โชคดีที่ทีมงานรู้ว่าวอลเค่นมีประวัติแสดงละครเพลง ซึ่งรวมถึงบทบาทที่น่าจดจำใน Pennies from Heaven และลีลาเท้าไฟในมิวสิควิดีโอเพลง Weapon of Choice ที่สไปก์ จอนซ์ กำกับเมื่อไม่นานมานี้

“ที่จอห์นเสนอให้คริสมารับบทนี้ เป็นคำแนะนำที่ดีมาก” ผู้อำนวยการสร้าง เคร็ก ซาดาน กล่าว “เขาเป็นนักแสดงที่มีความสามารถหลายด้าน โดยเฉพาะการร้องและเต้นที่เราต้องการสำหรับบทวิลเบอร์ อดัม แชงค์แมน ถึงกับเพิ่มความพิเศษเข้าไปในเพลง Timeless to Me เลยทีเดียว ในการแสดงฉบับบรอดเวย์ เพลงนี้เป็นเพียงเพลงที่ร้องโดยตัวละครวิลเบอร์และเอ๊ดน่า แต่คราวนี้อดัมให้นักแสดงชายทั้งคู่ทั้งร้องและเต้น และเพลงนี้ถือเป็นไฮไลต์หนึ่งของหนังเลยทีเดียว

“คริส วอลเค่น เป็นมนุษย์ที่ความแปลกใหม่ตลอดเวลา” ผู้กำกับแชงค์แมนกล่าว “เขาเป็นคนขี้เล่น ชอบทำอะไรแปลกๆ ไม่เหมือนใคร และทำให้คนรอบข้างแปลกใจเสมอ เขาสร้างความน่าพิศวงให้ตัวละคร และร่วมมือกับจอห์นสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเอ๊ดน่ากับวิลเบอร์ขึ้นมาจนเราเชื่อสนิทใจว่าพวกเขารักกันฉันท์สามีภรรยาจริงๆ เพราะฉะนั้นในการกำกับการแสดงเพลง Timeless to Me ผมรู้ว่าผมมีสองสุดยอดนักแสดงที่มีทั้งพรสวรรค์ด้านการร้องเต้นและสามารถแสดงออกถึงความเป็นแฟนตาซี รวมทั้งสามารถช่วยผมถ่ายทอดความรักระหว่างวิลเบอร์กับเอ๊ดน่าได้ดีกว่าเดิม ความรักของพวกเขาแผ่กระจายออกมาจากบ้านและอบอวลไปทั่ว มันอาจฟังดูแปลกๆแต่การแสดงของพวกเขาทำให้ฉากนี้เป็นฉากหนึ่งที่หวานที่สุดในหนัง”

นักแสดงอีกคนที่เซอร์ไพรซ์ทีมงานมากคือ เจมส์ มาส์เดน นักแสดงหนุ่มที่โด่งดังจากบท ไซคล็อป ใน X-Men ทั้ง 3 ภาค เพราะเขาสามารถร้องเพลงได้ดี มาส์เดนรับบทเป็นคอร์นี่ย์ คอลลินส์ พิธีกรรายการแดนซ์โชว์ยอดฮิตของบัลติมอร์ที่เปิดโลกใหม่ให้วงการทีวีขาวดำ

ความจริง Hairspray ไม่ใช่ผลงานแรกที่เขาร้องเพลง มาส์เดนเคยร้องเพลงมาแล้วตอนรับบท เกล็น ฟอย ในทีวีซีรี่ย์สุดฮิตเรื่อง Ally McBeal จำนวน 12 ตอน ในช่วงปี 2001-2002 (บังเอิญว่าซีรี่ย์ชุดนี้อำนวยการผลิตโดย เดวิด อี เคลลี่ สามีของ มิเชลล์ ไฟเฟอร์) หลังจากนั้นหลายปี มาส์เดนก็ได้ใช้เสียงในจิงเกิลโฆษณาน้ำหอมของ ซาร่า เจสสิก้า พาร์คเกอร์ ชุด Lovely (บังเอิญว่าดนตรีของโฆษณชุดนี้แต่งและเรียบเรียงโดย มาร์ค เชแมน ผู้แต่งเพลงให้ Hairspray)

“มาร์คและสก๊อตต์ (วิทท์แมน) เป็นเพื่อนผมมาหลายปี นีล เมอรอน ก็ด้วย” มาส์เดนเล่า “พวกเขารู้ว่าผมอยากแสดงหนังเพลงมานาน เขาเคยบอกว่า โยนบทยอดมนุษย์ทิ้งไปก่อน แล้วมาร้องเพลงบ้างเถอะ เพราะฉะนั้นพอเกิดไอเดียหนังเรื่องนี้ขึ้นมา พวกเขาก็เลยบอกว่ามีบทให้ผมเล่น ซึ่งก็คือบทคอร์นี่ย์”

“อดัมมีภาพหนังในจินตนาการ เขาอยากให้ตัวละครเพี้ยนๆดูสมจริง มีอารมณ์ความรู้สึก” มาส์เดนกล่าว “อารมณ์ความรู้สึกของตัวละครคือสิ่งที่ทำให้ดนตรีและเนื้อหาของเพลงออกมาสวยงาม มีอารมณ์ขัน และมีหัวใจ”

“ผมไม่เคยคิดเลยว่าจะให้จิมมี่แสดงเป็น คอร์นี่ย์ คอลลินส์” ผู้กำกับแชงค์แมนยอมรับ “แต่พอได้ดูเทป 30 วินาที ที่เขาร้องเพลงใน Ally Mcbeal ผมก็บอกทีมงานเลยว่า เขานี่แหละคือคอร์นี่ย์ คอลลินส์”

นอกจากเพลง Hairspray แล้ว เจมส์ มาส์เดน ยังร้องเพลง Nicest Kids in Town ด้วย ซึ่งเป็นเพลงที่บอกให้ผู้ชมภาพยนตร์รู้ถึงการแบ่งแยกในวงการโทรทัศน์ช่วงยุค 60 และเป็นเพลงที่แนะนำให้ผู้ชมชาวบัลติมอร์รู้จักสมาชิกโชว์ทุกวันหลังเลิกเรียน

อย่างไรก็ตาม ระหว่างการถ่ายทำ วัยรุ่นสุดฮอตประจำเมืองตัวจริง คือนักแสดงวัยรุ่นที่ทีมงานเลือกมารับบทสุดหล่อ ลิงค์ ลาร์กิน (แซค เอฟรอน), เพนนี พิงเกิลตัน เพื่อนสนิทของเทรซี่ (อแมนด้า ไบนส์), แอมเบอร์ วอน ทัสเซิล ลูกสาวของเวลม่า (บริตตานี่ย์ สโนว์) และลูกๆของมอเตอร์เมาธ์ เมย์เบลล์ ได้แก่ ซีวี้ด (อิไลจาห์ เคลลี่) และลิตเติ้ล ไอเนซ (เทย์เลอร์ พาร์คส์) เมื่อปีที่แล้วชีวิตการแสดงของพวกเขาเหล่านี้กำลังรุ่ง และถึงจุดที่สนุกที่สุดใน Hairspray นี้เอง

เอฟรอนที่ดังเป็นพลุแตกจากบท ทรอย โบลตัน ใน High School Musical เล่าถึงวันแรกที่เขาแปลงโฉมเป็นลิงค์ว่า “มันเกิดขึ้นเร็วมากครับ” ในชีวิตจริงเขาฮอตกว่าลิงค์ขี้เก๊กคนนี้เยอะ “ผมเดินเข้าไปในเทรลเลอร์ทำผมโดยที่ยังเป็นตัวเองอยู่ แต่พอออกมา พวกเขาย้อมผมผมเป็นสีดำ แล้วตัดผมผมซะสั้นเลย แถมยังหวีปัดซะเรียบแปล้ ผมอึ้งเลย ล้อเล่นหรือเปล่าเนี่ย ผมรับตัวเองไม่ได้เลยทั้งวัน ไม่กล้ามองกระจก กลัวเงาใครก็ไม่รู้อยู่ในนั้น ช็อคมาก แต่ไม่นานผมก็ชินและบอกตัวเองว่าต้องร็อคให้ได้แบบลิงค์ ผมต้องเท่ห์แบบนั้นให้ได้ และผมทรงนี้คือจุดเริ่มต้น”

เอฟรอนบอกว่าขั้นตอนการซ้อมร้องและเต้นที่กินเวลา 2 เดือนนั้นก็ทำให้เขาต้องปรับตัวเช่นกัน “ใน High School Musical เราใช้เวลาซ้อมแค่อาทิตย์ครึ่งและถ่ายทำอีก 6 อาทิตย์ ซึ่งน้อยกว่าตอนซ้อม Hairspray เพราะฉะนั้นมันก็เลยเหนื่อยมากและไม่เหมือนสิ่งที่ผมเคยทำมา แต่อดัมและผู้กำกับทำให้เราเข้าใจว่าการซ้อมสำคัญแค่ไหน เพราะพอเริ่มถ่ายทำ เราจะไม่มีเวลาทำอย่างอื่นเลยนอกจากตะลุยถ่าย เผ็รนบทเรียนที่ดีมาก”

สำหรับ อแมนด้า ไบนส์ ที่เข้าวงการตั้งแต่อายุ 10 ขวบ และมีรายการของตัวเองตอนอายุ 12 ซึ่งถือว่าอายุน้อยที่สุดของนักแสดงที่มีรายการเป็นของตัวเอง บอกว่าบทบาทในหนังเพลงแบบนี้ เธอไม่มีทางปล่อยให้หลุดลอยไปแน่ๆ “ฉันอยากแสดงใจจะขาด” อแมนด้าเล่า “เพนนีเป็นตัวละครที่น่าสนใจ เธอมีการเปลี่ยนแปลง และในฐานะนักแสดง ฉันว่าสนุกนะที่ตัวละครของคุณพัฒนาจากสาวเฉิ่มไปเป็นสาวสวยอย่างเพนนี ฉันชอบหนังเพลง ฉันจะแสดงหนังเพลงหรือหนังตลกทุกครั้งที่มีโอกาส เพราะการทำให้คนดูหัวเราะและทำตัวเปิ่นๆคือส่งที่สนุกที่สุดในโลก”

ไบนส์เล่าถึงวันที่ต้องร่วมฉากกับดารารุ่นใหญ่อย่าง จอห์น ทราโวลต้า และคริสโตเฟอร์ วอลเค่นว่า “ฉันสติแตกไปเลย ตื่นเต้นมากจนต้องโทรหาพ่อกับแม่ บอกว่าอยากให้ท่านมาอยู่ที่นี่ดูฉันแสดง จอห์นกับคริสเป็นคนน่ารัก แต่สำหรับคอหนังอย่างฉัน พวกเขาคือดาราดัง เพราะฉะนั้นการได้แสดงใน Hairspray คือของขวัญชิ้นพิเศษที่ฉันไม่เคยได้รับมาก่อน”

บท พรูดี พิงเกิลตัน แม่ของเพนนี แสดงโดยนักแสดงเจ้าของรางวัล Emmy Award อัลลิสัน แจนนี่ย์ ซึ่งเธอเข้ามาร่วมทีมนักแสดงตามคำชวนของเพื่อน นั่นก็คือ มาร์ค เชแมน และสก๊อตต์ วิทท์แมน และเธอก็รู้สุกที่จะมารับบทตัวละครหัวโบราณเช่นนี้ “พรูดี พิงเกิลตัน ก็นิสัยเหมือนชื่อน่ะค่ะ คือเจ้าระเบียบ” แจนนี่อธิบาย “เธอไม่พอใจที่ทิศทางของสังคมและหวงลูกสาวมาก เธอทำทุกอย่างเพื่อให้แน่ใจว่าเพนนีไม่ออกจากบ้านไปไหน แต่มันก็เป็นบทที่สนุกมาก ฉันไม่มีปัญหาเรื่องสวมวิญญาณพรูดี หรือการใส่เสื้อผ้า วิก และแว่นตาแบบนั้น ยังไม่นับการที่ต้องถือไบเบิลตลอดเวลาอีกนะ ฉันชอบแสดงบทคนเก็บกด วางมาด ก็เลยชอบบทนี้”

แม้จะเป็นตัวละครที่ไม่ได้ร้องและเต้น แต่แจนนี่ย์ก็สนุกที่มีโอกาสแสดงตลกทางท่าทาง และรู้สึกดีที่ผู้กำกับให้อิสระในการแสดงแก่เธอ “มีหลายประโยคเลยล่ะที่ฉันยังจำขึ้นใจ” เธอหัวเราะร่วน

บริตตานี่ย์ สโนว์ ยังคงกระโดดไปมาระหว่างบทดราม่าอย่างในซีรี่ย์ Nip/Tuck และ Law and Order: SVU และบทคอเมดี้อย่างในหนัง John Tucker Must Die และ Hairspray กับบท แอมเบอร์ วอน ทัสเซิล สโนว์ได้สร้างตัวละครนี้ขึ้นมาใหม่ได้อย่างน่าจดจำและมีเอกลักษณ์

“แอมเบอร์เป็นบทที่สนุกมาก” สโนว์กล่าว “นอกจากการแต่งหน้าทำผมและเสื้อผ้าเก๋ๆแล้ว แอมเบอร์ยังนิสัยเสียสุดๆ ซึ่งในฐานะนักแสดง คุณสามารถสติแตกไปกับเธอได้เต็มที่ ฉันหมายถึง ภายนอกเธอดูสวย สง่า น่ารัก เหมือนแม่ของเธอ และคิดว่าคนอื่นงี่เง่า แต่น่าขำที่ความจริงเธอนั่นแหละที่งี่เง่า แอมเบอร์ไม่รู้ว่าโลกภายนอกเป็นยังไง เหมือนแม่ ความจริงเธอก็คือลูกไม้ที่หล่นไม่ไกลต้นนั่นแหละ”

สโนว์บอกว่าบอกว่าเธอชอบยุค 60 มานานแล้ว และยุคนี้เป็นฉากหลังรายการทีวี American Dreams ที่เธอแสดงยาว 3 ซีซั่นด้วย “ฉันหลงรักยุคซิกตี้ตั้งแต่ยังเด็ก จำได้ว่าตอนวันเกิดอายุครบ 8 ขวบ เราจัดปาร์ตี้ริมสระน้ำแนวย้อนยุค บริดเจ็ท บาร์โด คือขวัญใจของฉันเลย แฟชั่นยุคนั้นแปลกใหม่ มีเอกลักษณ์และสีสันสดใส คนสมัยนั้นพยายามทำให้ตัวเองดูดี และแต่งตัวเนี้ยบมาก โดยเฉพาะช่วงต้นถึงกลางยุค 60 เพราะฉะนั้นความสนุกอย่างหนึ่งในการรับบทแอมเบอร์ก็คือ การแต่งตัวสวยทั้งวันตลอด 3 เดือน”

ตรงข้ามกับเอฟรอนที่รับตัวเองไม่ได้ในตอนแรก อิไลจาห์ เคลลี่ ปลื้มมากที่ได้ตัดผมทรงใหม่เพื่อรับบทเป็น ซีวี้ด “ผมชอบผมทรงใหม่มากเลยครับ” เคลลี่เผย “ลอนผมสมัยนั้นนี่สุดยอด ผมไปค้นคว้าดูว่าแฟชั่นผู้ชายยังไง และได้รู้ว่าพวกเขาทำผมเนี้ยบ แต่งตัวเนี้ยบ และเต้นเนี้ยบ และแน่นอนว่าซีวี้ดก็เนี้ยบ ในหนังเขาเป็นหนุ่มโรแมนติคตัวจริงเลยล่ะ”

สำหรับเพลง Run and Tell ที่เคลลี่ร้อง ฉากนี้เป็นเรื่องของการเคลื่อนไหวล้วนๆ “เพลงที่ผมได้ร้องเป็นเพลงที่เยี่ยมมาก มันเป็นเพลงที่พาคนดูเข้าสู่โลกของเด็กผิวสี เริ่มตั้งแต่ที่ห้องทำโทษ ไปยังรถโรงเรียน และไปจบลงที่ร้านขายแผ่นเสียงของเมย์เบลล์ เพราะฉะนั้นที่ผมไปค้นคว้ามาเกี่ยวกับศิลปินยุคนั้นอย่าง Temptations และ James Brown ก็เลยมีประโยชน์ เพราะอดัมกำกับการร้องเต้นอย่างละเอียด เพลงนี้เป็นเพลงที่มีพลัง คนดูต้องชอบแน่”

การสร้างอาณาจักรยุค 1960 คืองานใหญ่สำหรับผู้ออกแบบงานสร้าง เดวิด กร็อพแมน, ผู้ออกแบบเสื้อผ้า ริต้า ไรแอค และช่างผม จูดี้ คูเปอร์ ซีลลี่ แรงบันดาลใจของพวกเขาคืองานต้นฉบับของ จอห์น วอเทอส์ และพวกเขาทำการบ้านกันอย่างหนักสำหรับงานนี้

“อย่างแรกที่ผมทำคือดู Hairspray ฉบับของจอห์น วอเทอส์” กร็อพแมนเล่า “คุณต้องเริ่มจากตรงนั้น มันเป็นแหล่งค้นคว้าชั้นดี เป็นที่มาของเรื่องราว และบอกคุณได้ว่าเรื่องราวเกิดที่ไหน เมื่อไหร่ เพราะฉะนั้น ก่อนจะศึกษาอะไรเพิ่มเติมหรือไปดูสถานที่ที่บัลติมอร์ ผมดูหนังของจอห์นก่อน มันเป็นหนังที่ออกแบบสวย ผมไม่รู้ว่าจะติตรงไหน ผมประทับใจมาก และงานครั้งนี้ ผมขออุทิศให้หนังต้นฉบับ”

กร็อพแมนและทีมผู้กำกับศิลป์, ผู้ออกแบบงานสร้าง, ผู้ตกแต่งฉาก, ช่างเสื้อ, ผู้หาอุปกรณ์ประกอบฉาก และทีมสร้างฉาก รับผิดชอบภาพลักษณ์ของฉากบนเวที และสถานที่ที่ใช้การได้จริงตั้งแต่ฉากภายในรถโรงเรียนในเพลง Run and Tell That ไปจนถึงฉากถนนเมืองบัลติมอร์ 3 ช่วงตึกที่ใช้เป็นฉากหลังของเพลง Good Morning Baltimore และ Welcome to the Sixties ซึ่งเป็นสองฉากที่ถือเป็นงานสร้างที่ใหญ่ที่สุดของหนัง

“แน่นอนว่าฉากถนนเป็นฉากที่ยากที่สุดของฝ่ายศิลป์” กร็อพแมนอธิบาย “เราเปลี่ยนหน้าร้านสมัยใหม่ 60 กว่าร้านให้กลายเป็นป้ายร้านยุค 60 และใช้รถยุคนั้นมาวิ่งประกอบฉากบนถนน เราปิดสามแยกที่ปกติรถจอแจมากในโตรอนโตประมาณเกือบ 2 สัปดาห์เพื่อถ่ายฉากนี้โดยเฉพาะ”

กร็อพแมนเริ่มอาชีพนี้ด้วยการออกแบบงานสร้างละครเวที เช่นเดียวกับนักทำหนังและนักออกแบบงานสร้างอีกหลายคน และ Hairspray คือภาพยนตร์เพลงเรื่องแรกของเขา “การทำงานของละครเวทีกับภาพยนตร์คล้ายกันกว่าที่ผมคิดไว้ มีการซ้อมยาวนานและได้เห็นการแสดงที่เกือบสมบูรณ์ของเพลงต่างๆก่อนจะสร้างฉากเสร็จด้วยซ้ำ การได้เห็นอดัมกำกับการแสดงเพลงต่างๆเป็นข้อมูลชั้นดีให้ผมนำไปใช้ออกแบบงานสร้าง ซึ่งเป็นประโยชน์มาก เพราะงานของผมจะได้ออกมาตรงกับมโนภาพของอดัมที่คิดไว้สำหรับการร้องและเต้นแต่ในละฉาก”

กร็อพแมนบอกว่าผู้กำกับ อดัม แชงค์แมน แสดงความตั้งใจไว้ชัดเจนตั้งแต่แรกแล้วว่าไม่อยากให้หนังมองดูเหมือนบรอดเวย์ “อดัมไม่อยากให้หนังดูเหมือนละครเวทีหรือดูเกินจริงไม่ว่าในแง่ไหน เขาอยากให้โลกในหนังดูเป็นบัลติมอร์ปี 1962 ที่สมจริง ซึ่งผมว่าเราทำได้อย่างที่เขาต้องการนะ ไม่ว่าจะเป็นสีสันในห้องนอนของเทรซี่หรือกำแพงบ้าน ทุกอย่างมาจากยุค 60 โรงเรียนของเทรซี่ก็เป็นโรงเรียนที่เปิดสอนในปี 1962 จริงๆ สนามหลังบ้านครอบครัวเทิร์นแบลดก็ตกแต่งแบบย้อนยุค ตั้งแต่โซ่คล้องรั้วจนถึงราวตากผ้า ส่วนสถานีโทรทัศน์ WYZT ในหนังก็เต็มไปด้วยกล้อง, ไมโครโฟน ไฟฉาก และม้านั่งห้องส่งที่ถอดแบบมาจากยุค 60 เป็นงานที่สนุกมากเพราะเหมือนผมได้ใช้ความรู้ที่เรียนและฝึกฝนมานานหลายปี”

ในฐานะผู้ออกแบบงานสร้าง กร็อพแมนได้ร่วมงานอย่างใกล้ชิดกับนักออกแบบเครื่องแต่งกายผู้เข้าชิงออสการ์ ริต้า ไรแอค ทั้งคู่เคยร่วมกันมาก่อนแล้วใน The Human Stain ไรแอคจบปริญญาโทสาขาการออกแบบจาก Yale School of Drama และทำงานในวงการละครเวทีหลายปี โชคดีที่เธอได้เป็นส่วนหนึ่งของละครบรอดเวย์หลายเรื่อง รวมถึง My One and Only ที่ทำให้เธอได้เข้าชิงรางวัล Tony Awards สาขาออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยมในปี 1983 ด้วย

“ฉันอยากทำงานงานนี้เพราะหลายเหตุผล” ไรแอคกล่าว “ฉันหลงใหลละครเพลงมาตั้งแต่ 4 ขวบ ฉันชอบงานของมาร์ค เชแมนและสก๊อตต์ วิทท์แมน และหนังต้นฉบับของจอห์น วอเทอส์ มันทำให้ฉันรู้จักตัวเองและกลายเป็นศิลปินในที่สุด ฉันมั่นใจในงานของเขา ความสามารถนำความสับสนวุ่นวายขึ้นจอด้วยสีสันสดใสโดยไม่กลัวอะไรทั้งนั้น ซึ่งมันคือแรงบันดาลใจสำหรับฉัน ฉันถึงอยากมีส่วนกับงานของเขา”

“ฉันเองก็เคยอยู่ในยุคนั้นนะ” ไรแอคหัวเราะ “จำได้ว่าการแบ่งแยกเริ่มเกิดขึ้นตอนที่ฉันเพิ่งเริ่มสนใจดนตรีและการเมืองของยุคนั้น และฉันซึ่งเข้าดูเป็นคนนอกก็พยายามเข้ากับโลกนี้ให้ได้ เหมือนเทรซี่นั่นแหละ”

เช่นเดียวกับกร็อพแมน ไรแอคและทีมของเธอใช้เวลานานในการศึกษาสไตล์และเสื้อผ้าของยุคนั้น โดยการเปิดสำเนานิตยสารเก่าๆอย่าง Look, Life และ Ebony ดูเทปข่าวทีวี รายการทีวีเก่าๆ รวมถึงข้าวของเครื่องใช้เก่าของโรงหนัง และของแต่งบ้านเก่าๆด้วย

ช่างผมและช่างออกแบบวิก จูดี้ คูเปอร์ ซีลลี่ ก็ใช้เวลาค้นคว้าข้อมูลอย่างหนักเช่นกัน ซึ่งรวมถึงการดูรูปถ่ายในหนังสือรุ่นยุค 60 ด้วย “นั่นเป็นส่วนสำคัญของหนังตลกเรื่องนี้ ทุกอย่างต้องใหญ่ ทรงผมต้องเรียกเสียงฮา” ซีลลี่กล่าว “แต่ไม่มีผมทรงไหนที่เราทำให้ดูเว่อร์เกินจริงเลยนะ วัยรุ่นและผู้หญิงสมัยนั้นก็ทำผมอลังการแบบนั้นจริงๆ และจัดทรงกันสนุกมาก”

การทำวิกและแต่งผมให้นักแสดงทุกคนในหนังเรื่องนี้ถือเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ของซีลลี่ “บางครั้งเราก็มีตัวประกอบกว่า 300 คน หรือนักเต้นที่เต้นเป็นฉากหลังประมาณ 150 คน หรือไม่ก็ทั้งนักแสดงและนักเต้นในฉากเดียวกัน” ซีลลี่เล่า “ไม่มีใครในหนังเรื่องนี้ที่ไม่ใส่วิกหรือไม่ได้แต่งผม ไม่ว่าจะเป็น ผมบลอนด์ทรงใหญ่ของเมย์เบลล์หรือหางเปียของเพนนี ทุกวันที่ทำงาน ทุกคนต้องได้นั่งเก้าอี้ทำผม”

 
ตัวละครสุดจี๊ด


   


   


   


   


   


   

   



   


   


   

   
เครดิตทีมสร้าง

อดัม แชงค์แมน – ผู้กำกับ
ผลงาน >> The Wedding Planner, A Walk to Remember, Bringing Down the House, The Pacifier, Cheaper by the Dozen 2

เคร็ก ซาดาน และ นีล เมอรอน – อำนวยการสร้าง
ผลงาน >> Chicago

เลสลี่ ดิคสัน – เขียนบท
ผลงาน >> Just Like Heaven, Freaky Friday, Pay it Forward, The Thomas Crown Affair, Mrs. Doubtfire

มาร์ค เชแมน – ดนตรีประกอบ
ผลงาน >> The Addams Family, Sleepless in Seattle, Patch Adams, The Story of Us, Down With Love, Alex and Emma, Rumor Has It

เดวิด กร็อพแมน – ออกแบบงานสร้าง
ผลงาน >> Little Children, An Unfinished Life, The Human Stain, The Shipping News, Chocolat, Center Stage, The Cider House Rules

ริต้า ไรแอค – ออกแบบเครื่องแต่งกาย
ผลงาน >> Charlotte’s Web, The Human Stain, A Beautiful Mind, Rush Hour 2, How the Grinch Stole Christmas, Casino, Apollo 13

   
   

 

 


ThailandOut | Powered by ThailandOut.com
© 2001-2005, OutMaster All Rights Reserved.