ชีวิตของเธอดูไม่มีทางเลือกมากนัก จนกระทั่งเกิดอุบัติเหตุขึ้นกลางดึกของคืนวันหนึ่ง เพราะเธอขับรถไปชนชายแปลกหน้าคนหนึ่งเข้า และทำให้ชายคนนั้นความจำเสื่อม เธอจึงต้องแบกรับภาระในการดูแลชายคนนี้เพิ่มขึ้นไปอีก หลักฐานในตัวของชายคนนี้ไม่มีอะไรเลย นอกจากชื่อบนสร้อยคอของเขาที่หักไปครึ่งหนึ่ง จึงอ่านเป็นภาษาอังกฤษได้แค่ว่า แทน
อุ้มจำเป็นต้องพาแทน มาใช้ชีวิตร่วมกับเธอและหลานชายอย่างช่วยไม่ได้ และแทนก็เป็นเพียงชายแปลกหน้า ที่ไม่น่าไว้วางใจนักสำหรับเธอ แต่เมื่อเวลาผ่านไป และเหตุการณ์ต่างๆที่ทั้งน่าชวนหัว วุ่นวาย สับสนเกิดขึ้น ทำให้แทนได้ค่อยๆก้าวล้ำเส้นเข้ามา มีส่วนร่วมกับชีวิตของเธอมากขึ้น กำแพงที่สูงชันภายในใจของเธอก็ค่อยๆทลายลง แทนได้กลายเป็นกำลังใจที่ช่วยผลักดันเธอ มีรอยยิ้มกับการมีชีวิตมากขึ้น รวมทั้งการใช้ชีวิตร่วมกับหลานชายที่ลงตัวมากขึ้น ในขณะเดียวกันในด้านของแทน ชีวิตที่แสนจะว่างเปล่าเพราะจำความอะไรไม่ได้นั้น กลับค่อยๆถูกเติมเต็มโดยหญิงสาวที่มีท่าทางแข็งๆคนนี้ ในที่สุดทั้งคู่ก็ตกหลุมรักกัน และทำให้ แทนไม่นึกอยากที่จะกลับไปจำเรื่องราวในชีวิตของตัวเองอีกต่อไป
แม้ว่า ทั้งคู่จะคิดตัดสินใจ ที่จะไม่กลับไปตามหาความทรงจำของแทน ไม่อยากรับรู้เรื่องราวเก่าๆในชีวิตของแทนอีกต่อไปแล้ว แต่ทั้งอุ้มและแทนต่างตระหนักดีถึงคำถามสำคัญที่ยังคงค้างคาอยู่ นั่นคือ แทนคือใคร? และชีวิตของแทนก่อนหน้านี้เป็นอย่างไร? ภาพของหญิงสาวที่แทนมักเห็นคือใคร? ความสามารถพิเศษในการเต้นรำ และท่าทางแปลกๆของแทน ที่แม้แต่ตัวเองยังไม่เข้าใจนั้นเป็นเพราะอะไร? เมื่อความจริงถูกเปิดออกมา ความรักของทั้งคู่ จะยังมั่นคงพอที่จะสามารถรักกันได้อยู่หรือเปล่า?
******************************************************************
สัมภาษณ์ อ๊อฟ พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง
แนะนำตัวเอง
พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง ครับ จบโรงเรียนอนุบาล ประถม และมัธยมที่ จ. กำแพงเพชร จบวิทยาลัยพละ ไม่เกี่ยวกับภาพยนตร์เลยครับ
หนังเรื่อง Me myself ขอให้รักจงเจริญ เป็นแนวอะไร
เป็นภาพยนตร์โรแมนติค ว่าด้วยเรื่องของความรัก
แรงจูงใจที่คิดทำหนังเรื่องนี้
จริงๆแล้วบทหนังที่ทำไว้มีเยอะมาก มีหลายแนว แต่เรื่องนี้ที่ถูกเลือกมามันเป็นงานอีกชิ้นหนึ่ง ที่มีความแตกต่างจากชิ้นงานหลาย ๆ ชิ้น ในเรื่องของการทำ การแสดง การสร้าง การลงทุน นี่เป็นงานชิ้นหนึ่ง ที่แปลกแยกจากงานชิ้นอื่นที่เขียนไว้ เพื่อรองรับการผลิตที่มีคุณสมบัติพร้อม แต่ถ้าถามถึงเรื่องแรงจูงใจ อยากพูดถึงความรักที่หลาย ๆ คนมองว่าเป็นไปไม่ได้ อยากหาคำตอบให้กับชีวิตคู่ของผู้หญิงกับคนเพศที่สาม
ทำหนังเรื่องแรกทำไมถึงเป็นหนังรัก ทำไมไม่เป็นหนังผี หนังแอ็คชั่น
มีคนอื่นทำเยอะมาแล้ว อย่างหนังแอ็คชั่นเราจะไปทำแข่งกับพี่หม่ำก็ไม่ได้ จะไปแข่งกับคุณปรัชญาปิ่นแก้ว ก็ไม่ได้ จะไปทำหนังผีก็มีคนที่เขาชำนาญอยู่แล้ว ถามว่าไปแข่งขันกับคนที่เขามีความชำนาญแต่เราเริ่มใหม่มันเหนื่อย มันต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าในตลาดบ้านเราภาพยนตร์มันคือการแข่งขัน ก็แข่งกับคนกลุ่มน้อยที่สุด หนังโรแมนติค หนังรักๆ หนังอะไรที่ยังไม่ค่อยทำกันเยอะเท่าไหร่
ทำไมถึงเลือก คุณคงเดช มาเขียนบทให้กับหนังเรื่องนี้
เมื่อทำหนังโรแมนติค ก็มีคนเขียนบทภาพยนตร์อยู่เพียงไม่กี่ท่าน ที่จะสามารถสื่อสารเรื่องราวความรักโรแมนติค ออกมาให้คนได้ซาบซึ้งได้ หนึ่งในนั้นก็คือ คงเดช ซึ่งโดยส่วนตัวเราก็รู้จักกันด้วย แล้วมันก็เป็นโชคดีของเราด้วยที่เขาก็อยากที่จะเขียนให้เราด้วย
ทำไมถึงใช้ชื่อเรื่องว่า Me myself ขอให้รักจงเจริญ
จริงๆแล้วชื่อว่า Me myself เราใช้ตั้งตอนที่ยังไม่มีชื่อไทย เป็นเรื่องของตัวตนของตัวเราเอง หนังเราพูดถึงเรื่องความรู้สึก ความคิดและการตัดสินใจที่จะเป็นหรือไม่เป็น ที่จะรักหรือไม่รักของคน 2 คน ส่วนชื่อไทยนี่มาทีหลัง มันก็อยู่ที่ว่าจริงๆแล้วหนังเรื่องนี้มันบูชาความรักนะ เพราะว่าทิศทางของหนังมันอยากจะเลือกตอบโจทก์ ให้กับคนที่มีปัญหาในเรื่องความรักทั้งหลายว่า เอ่อ เพื่อนๆความรักของเพื่อนๆมีปัญหากันใช่มั๊ย มาดูหนังเรื่องนี้เถอะ แล้วเพื่อนจะรู้ว่าปัญหาของเพื่อนนั้นน้อยมากเมื่อเทียบกับปัญหาของคน 2 คนที่อยู่ในหนัง ซึ่งมันเป็นเรื่องใหญ่จริงๆ แต่เขาก็ฝ่าฟันตรงนี้ไปได้ เพราะสุดท้ายมันตอบโจทก์ที่ว่าตัวเราเองเราตัดสินใจอย่างไร และหนังเรื่องนี้พยายามที่จะบอกว่าความรักทุกความรักนั้นมีคุณค่าทั้งนั้น ไม่ว่าคุณจะเป็นอะไร ไม่ว่าจะเป็นความรักของใคร ก็ขอให้รักจงเจริญครับ
ในเรื่องนี้ทำไมถึงเน้นความรักของผู้หญิงกับกระเทย
มันเป็นมุข จริง ๆ แล้วหาอุปสรรคความรักของคน 2 คน พ่อกับแม่ไม่ถูกกันมันก็ประมาณพันกว่าเรื่องแล้ว ละครก็ทำ หนังก็ทำ ความต่างของชนชั้นก็ทำกันมาตั้งเยอะแยะแล้ว มหาเศรษฐีกับโสเภณีรักกัน เขาก็ทำมาแล้ว ดาราฮอลลีวู้ดกับคนขายหนังสือ ก็ทำแล้ว นั่นคือความแตกต่าง แต่ในเรื่องความแตกต่างทางด้านเพศน่าจะมีนะแต่ยังไม่เคยเห็นถ้าจะมีก็มีน้อย เรื่องของผู้หญิงที่รักกับกระเทย ก็เลยคิดประเด็นนี้ขึ้นมา จริงๆแล้วอยากหาประเด็นแปลกๆเท่านั้นเองไม่มีอะไรครับ
หนังเรื่องนี้ต้องการสื่อให้คนดูทราบถึงอะไร
ทุกคนรักกันได้ทั้งนั้น คุณค่าของความรักอยู่ที่รัก ไม่ได้อยู่ที่ใครรักใคร
วิธีการทำงานมีขั้นตอนอะไรบ้าง
ก่อนหน้านี้ได้รับการติดต่อจาก บ. โมโน ฟิล์ม ให้มาทำหนัง เมื่อประมาณ 3-4 ปีแล้วมั๊ง แต่ก็พยายามหนี บ่ายเบี่ยงมาเรื่อยใช้วิชาต่าง ๆ นานา จนสุดท้ายหลบไม่ได้แล้วเจอเงื่อนไขว่าต้องทำแล้ว ก็คิดทำเรื่องไรดี พอดีมันมีพล็อตตัวนี้อยู่ในมือ แล้วทางโมโน ฟิล์มก็ชอบเรื่องนี้ด้วย จากนั้นก็ติดต่อเรื่องคนเขียนบทพอดีในทีมเราก็รู้จักคุณคงเดช อยู่แล้ว พอมีโอกาสได้คุยกันก็รู้แล้วว่าเรามาถูกทางแล้ว เพราะรู้ว่าเขาเป็นคนที่เขียนหนังโรแมนติคได้ดี จาก เดอะ เลตเตอร์ พอหลังจากนั้นก็มานั่งคิดถึงว่านักแสดงที่เคยทำงานกับเราจะเป็นใครดี พี่แดงเขาก็นึกถึง อนันดา ซึ่งเคยทำงานกับผมมาก่อนตั้งแต่สมัยแรก ๆ ซึ่งถ้านึกถึงมนุษย์ฟิล์มในเมืองไทยตอนนี้ที่เล่นได้ดีที่สุดติด 1ใน 1 ก็ต้องเป็นเขา เพราะเขาก็เล่นได้ดีมากๆ อีกอย่างหนึ่งก็คือ ผมเองก็ได้มีโอกาสเรียนการแสดงกับหม่อมน้อย อนันดาก็เรียนเหมือนกัน เหมือนเป็นศิษย์อาจารย์เดียวกัน เล่นหนังด้วยกันเรื่องแรกก็เล่นเป็นพ่อในเรื่อง อันดากับฟ้าใส แล้วพอติดต่อให้มาเล่น ตอนคุยกับตอนถ่ายทำคนละเรื่องเลยนะ ตอนที่คุยกันบอกว่าเป็นแนวโรแมนติค คอมเมดี้ พอวันแรกที่ถ่ายไปเขาก็บอกวันแรกที่คุยกับวันนี้มันคนละเรื่องกันเลย ก็เลยบอกเขาว่ามันไปในทิศทางที่มันดีกว่าอยู่แล้ว หลังจากนั้นนางเอกเราก็ดูเยอะว่าจะเอาใครดี ก็เลือกๆมันก็ติดตรงที่ว่าเราชอบ เขาไม่ชอบ เขาชอบ เราไม่ชอบ ก็จบตรงว่าแคสติ้งใหม่เลยดีกว่าเพราะเราได้พระเอกที่แข็งแรงมากๆอยู่แล้ว เพราฉะนั้นนางเอกถ้าเราปั้นใหม่ได้จะดีกว่า ก็มาเยอะแยะเลยประมาณ 100 ครับ จนรอบสุดท้ายเหลือไม่กี่คน สุดท้ายก็ได้เจ้าแอมนี่ครับ การที่เขาได้รับคัดเลือกทีแรกผมก็บอกว่าต้องให้เขาไปเรียนการแสดงก่อน ซึ่งหมายความว่าผมยังไม่ตกลงจนกว่าเขาจะผ่าน ก็ได้ปรึกษากับหม่อมน้อยตลอด จนได้ไปเรียนแล้วหม่อมบอกว่าตกลงคนนี้ผ่านก็เลยได้ร่วมงานกัน สิ่งหนึ่งที่เห็นจากภายนอกคือแอมไม่ใช่ผู้หญิงที่สวย ผมว่าหนังเรื่องนี้ผมไม่ได้อยากได้ผู้หญิงสวย อยากได้ผู้หญิงที่ดูแล้วมีเสน่ห์ ดูแล้วมันไม่ได้แค่มองผ่านให้มองพิศมากกว่า ดูแล้วค่อยๆชอบตัวละครมากกว่า ไม่ใช่ว่าดูแล้วสวยเหลือเกินแล้วคุณจะสวยอย่างนี้ตลอดทั้งเรื่องเหรอ มันไม่ใช่ ดูผู้หญิงธรรมดาตอนเริ่มเรื่องแล้วตอนจบคุณรักเขา ให้คนดูชอบตัวละครตัวนี้ พอละ ผมอยากให้เป็นอย่างนั้นมากกว่า นี่คือความต้องการของเราในการแคสติ้งคนๆนี้นะ ส่วนนักแสดงคนอื่นก็ปนๆกันไป เอาคนที่มีประสบการณ์บ้าง เอาคนที่เราคิดถึงบ้าง ถ้าคาแร็คเตอร์แบบนี้โดยเอาเขามาเล่นมันจะได้อะไรจากตรงนี้มั๊ย อย่างพี่ตู้เป็นอะไรที่น่ารัก เล่นเป็นหมอโรคจิต แต่จริงๆแล้วหนังเรื่องนี้แหล่ะ คนๆนี้สุดยอด หมอมาเรียอีกคนหนึ่ง ซึ่งอาจจะดูว่า 2 คนนี้เขาไร้สาระแต่เขาจะพูดอะไรที่ดูเป็นปรัชญา เป็นแก่นของเรื่อง ส่วนตุ่ยเล่นหนังเรื่องแรก ซึ่งเขาสงสัยว่าทำไมต้องเล่นหลายครั้งในแต่ละฉาก ผมก็บอกว่ามันมีกล้องเดียวเขาก็เข้าใจ แล้วอย่างในฉากที่เขาต้องปลอบนางเอกฟังแล้วมันได้อะไรเยอะมากๆ ส่วนพี่ปื๊ดมันเป็นการแก้แค้นส่วนตัวของผู้กำกับด้วยกันเอง ( ยิ้ม ) คือเมื่อก่อนนี้ปื๊ดเขาเคยกำกับผม ถ่ายหนัง 2 ปี ตั้งแต่ผมสั้นจนผมยาว จนแต่งงานมีลูก ซึ่งงานของปื๊ดเรื่องนี้ยากมากๆ ก็เลยแก้แค้นด้วยการเอามาเล่น 1 วัน ( หัวเราะ ) น่ารักดีครับ เป็นความสามารถส่วนตัวของผู้กำกับที่ทำให้พี่ปื๊ดซึ่งเป็นคนติดอ่างพูดไม่ติดอ่างได้ ดีใจมากครับ แล้วก็มีนักแสดงอีกหลายท่านที่ให้เกียรติร่วมงาน อย่างเอ็กซ์เป็นคนน่ารักมากครับ ส่วนต๊อบนี่เล่นเป็นแฟนเก่าของแทน เจ้าดิวที่เล่นเป็นหลานของอุ้มเราแคสติ้งจากเด็กหลายคนเหมือนกันครับ ที่โดนสุดคือหน้าตาครับ หน้าเศร้าตลอดเวลาไม่รู้ทำไมต้องเศร้าขนาดนั้นด้วย เศร้าจังเลย ( หัวเราะ ) จริงแล้วเป็นที่ตัวผมเองหรือเปล่าก็ไม่รู้นะ หลายครั้งที่แอบดูก่อนหน้าที่เราจะเดินเข้ามาในห้อง น้องเขาก็เล่นปกตินะ ( หัวเราะ ) แต่พอเราเดินเข้ามาหน้าเศร้าทันทีเลย ไม่รู้ทำไม ( หัวเราะ ) กลัวจะไม่เป็นตัวละครหรือเปล่าก็ไม่รู้นะ ก็น่ารักดีครับ ซึ่งตัวละครตัวนี้น่าจะสร้างความประทับใจให้คนดูได้ในบางฉาก ที่เขารับรู้ข้อมูลข่าวสารแล้วถ่ายทอดตามความรู้สึกของเด็กที่อยากจะบอกกับน้าเขาว่า มันเป็นอย่างไรเหรอ เป็นกระเทยแล้วเป็นอย่างไรเหรอ ผมว่ามันเป็นฉากที่ซาบซึ้งแล้วก็ประทับใจ
ทำไมถึงเลือกทีมงาน หัวลำโพง ทำดนตรีประกอบภาพยนตร์
คือผมเป็นคนไม่เก่ง แล้วเริ่มทำหนังเรื่องแรก แล้วเรารู้จักทีมน้อยมาก เราไม่ใช่คนที่เก่งไปทุกด้าน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมต้องทำให้ได้คือการหาคนเก่งมาช่วย ไม่ใช่เฉพาะหัวลำโพง แต่ทุกส่วนเลย อย่างแฟนผมก็เอาอนันดานักแสดงอาชีพมาเล่นเพราะเขาเก่ง ถ้าผมเอาคนใหม่มาเล่นทั้ง 2 คน ผมตายละ คนที่ดูแลในเรื่องความแข็งแรงของส่วนการแสดงเราได้อนันดา นักแสดงคนอื่นไม่ว่าจะเป็นตุ่ยหรือใครนี่คือมืออาชีพ ในส่วนของคนทำงานเราใช้มืออาชีพจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายศิลป์ โปรดักชั่น ดีไซน์ ก็คือน้าโด่งที่เคยทำโฆษณามาก่อน หรือตากล้อง 2 นั่นก็ถ่ายหนังมาอภิมหาสารพัด ทั้งหนังทำเงินร้อยล้านพันล้าน หนังอาร์ตของผู้กำกับที่ฝรั่งยอมรับเขาก็ถ่ายมาแล้ว ทีมไฟเราก็ใช้ Gear head ที่ถ่ายหนังและโฆษณามาไม่รู้กี่เรื่อง ทุกส่วนเราใช้มืออาชีพ เอาคนเก่งมาเสริม พอทุกอย่างพร้อมหมดแล้วผมก็ทำงานง่าย เราก็มีหน้าที่ดูเฟรมสี่เหลี่ยมเท่านั้นเอง ส่วนองค์ประกอบของเฟรมทั้งหมดทุกส่วนลงมาช่วยกันหมด พองานตรงนั้นเสร็จแล้วส่วนที่จะเข้ามาเสริมงานที่คนเก่งเขาทำกัน เราก็อยากได้คนเก่งอีก ก็เลยอยากได้หัวลำโพง เพราะว่างานทางด้านสไตล์โรแมนติคเขาค่อนข้างน่าจะถนัดมากกว่า แต่ทีแรกเขาก็ยังไม่ตอบรับเพราะเขาคิดว่าหนังของพงษ์พัฒน์น่าจะเป็นยิงกันทั้งเรื่องหรือเปล่า หรือเป็นหนังตลกหรือเปล่า แล้วเขาก็ขอดูหนังปรากฏว่าหนังก็เป็นทางเดียวกันกับเขา แล้วอย่างฉากเต้นเราก็ได้คนที่มีความสามารถอย่างอาจารย์ตั้ม ซึ่งเป็นคนที่ทำจินตลีลาระดับพระมหาชนกมาสอน ซึ่งอนันดาใช้เวลาเรียนไม่เท่าไหร่นะครับแต่ด้วยอะไรหลายๆอย่างแล้วเขาทำได้ ซึ่งฉากนี้เหนื่อยมากที่เห็นในหนังผมให้เขาเต้นทั้งวันเลย เปลี่ยนขนาดภาพไปเรื่อย
ได้นำตัวอย่างหนัง Me myself ขอให้รักจงเจริญ ไปฉายที่ภูซาน ได้ผลตอบรับดีมั๊ย
จริงๆแล้วงานนั้นผมไม่ได้ไปแต่คนที่เขาไปบอกว่าคนเกาหลีสนใจมากเลย เหตุผลเพราะว่าตอนที่เราตัด Teaser ไปให้เขาดูแล้วเราเอาเพลงประกอบของหนังเกาหลีใส่เข้าไป ( หัวเราะ ) เขาเลยมายืนดูกันเต็มเลยด้วยความสนใจเพราะว่ามันกล้าเอามาใช้ได้อย่างไร ก็เลยต้องอธิบายไปว่าไม่ใช่อันนี้แค่เอามาใส่เล่นๆ เขาก็ขำๆกัน แต่ว่าจริงๆแล้วเกาหลีเขาสนใจพล็อตเรื่องเพราะมันแปลกดี เกาหลีเป็นอะไรที่น่ากลัวมากสำหรับคนทำหนังโรแมนติค เพราะเขาเป็นเจ้าแห่งหนังโรแมนติค แต่สิ่งหนึ่งที่เราภูมิใจมาก ๆ ก็คือว่าหลังจากที่งานเทศกาลหนังที่ภูซานแล้วมีต่อที่อเมริกา งาน AFM ( America Film Market ) ก็มีบริษัทเกาหลีตามไปซื้อหนังและพล็อตเรื่องที่โน่น คือซื้อแล้วเอาไป re-make ใหม่ ก็ถือว่าเป็นความภูมิใจของคนทำหนังเรื่องนี้ทุกคน ว่าขนาดเจ้าแห่งหนังโรแมนติคเขายังชอบ ก็ขอบคุณและดีใจ และต้องขอชมฝ่ายขายของบริษัทด้วยเขาเก่งมากครับ
คิดว่าหนังเรื่อง Me myself ขอให้รักจงเจริญ จะมีคนติ-ชมมากน้อยแค่ไหน
สิ่งหนึ่งที่มันเป็นความคลาสสิคของภาพยนตร์คือความเห็นที่แตกต่างของคนดู คนดู 100 คน จะให้ชอบทั้งหมดคงไมได้ เราก็หวังแค่ 90 ก็พอมั๊ง ( หัวเราะ ) มากไป คือจริงๆแล้ว 100 คน เชื่อเถอะว่าไม่เหมือนกันเลยสักคน เอาแค่ฉากที่ชอบก็ไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นผมก็หวังเพียงแค่ว่าในภาพยนตร์เรื่องนี้มันต้องมีส่วนใดส่วนหนึ่งของหนังเรื่องนี้ที่คน 100 คนเขาชอบก็พอ ไม่ต้องชอบทั้งหมด ไม่ต้องชอบทั้งเรื่อง เอาแค่จุดหนึ่งก็พอ อย่าถึงขนาดไม่ชอบเลย เราคงเสียใจพอสมควร แต่ว่ามีมั๊ยอันนี้ก็ไม่รู้นะอาจจะมีก็ได้นะครับ หรือจะชอบทั้งหมดเลยก็คงเป็นไปไม่ได้ มันต้องมีจุดติบ้าง ขอแค่สัก 1 อันที่คนดูชอบ ผมก็ถือว่าเป็นความสำเร็จของคนทำงานแล้วครับ เพราะถือว่ามันเป็นงานเรื่องแรกของเราด้วย
กลัวมั๊ยกับภาพที่คนดูติดว่ากำกับละครแอ็คชั่นแล้วมากำกับหนังรักจะดีแค่ไหน
ผู้กำกับหนังที่มาจากผู้กำกับละครโดนมองมุมนี้ไว้ก่อนอยู่แล้วคือทั้งหมดเลยนะก็ต้องคิดว่า ก็ทำหนังออกมาก็ประมาณละครแหล่ะ แต่มันก็ดีนะเป็นแรงผลักให้เราพอสมควรในการที่จะทำให้เห็นความแตกต่างว่าเมื่อมันอยู่ที่ฟิล์มมันก็เป็นฟิล์มนะ มันไม่ใช่ละคร แล้วเรื่องนี้ก็ถ่ายฟิล์มด้วย ถามว่ากดดันมั๊ยก็เฉยๆนะ ไม่ได้รู้สึกอะไร
หนังเรื่องต่อไปจะทำเป็นแนวไหน
ยังไม่ได้นึกถึง รอลุ้นเรื่องนี้ก่อน แต่อย่างไรเรื่องที่ 2 มีแน่ๆครับอย่างไรก็ทำ แต่ต้องรอก่อน เพราะว่าเรารักฟิล์ม ผมอยู่กับฟิล์มมา 20 กว่าปีแล้ว ละครก็ 20 ปี เพราะฉะนั้นตรงนี้มันอยู่ที่ความรักมากกว่า อย่างไรก็ทำครับ
คิดว่าความหมายของคำว่ารัก คืออะไร
รักก็คือรัก ผมมักจะบอกกับเพื่อนๆน้องๆเสมอว่า เฮ้ย !! มึงอย่าถามถึงปัญหา มึงอย่าถามถึงเหตุและผล มึงถามว่ามึงรักหรือเปล่าคนๆนี้ ถ้ารักแล้วจบ ปัญหาทุกอย่างไม่มี ที่บอกปัญหาไม่ใช่ปัญหา แต่ถ้าไม่รักไอ้ที่ไม่ใช่ปัญหานั่นล่ะปัญหาหมดเลย เพราะว่ามันไม่รัก เพราะฉะนั้นถามตัวเองว่ารักหรือเปล่า แล้วถามนิยามความรักคืออะไร มันก็คือรักนั่นแหล่ะ และไม่มีอะไรยิ่งใหญ่ในความรักเท่ากับรัก เพราะรักยิ่งใหญ่สุดแล้ว
คิดว่าความรักระหว่างคน 2 คน จำเป็นมั๊ยว่าต้องเป็นแค่ชายกับหญิง
คำว่าความรักมันยิ่งใหญ่ครับ อะไรก็ได้ เคยเห็นคนรักหมา แต่งงานกับหมา แล้วหนังสือพิมพ์ลงข่าวมั๊ย ทำไมมันทำได้ล่ะก็เพราะว่ามันรักเหลือเกิน สุดท้ายมันตอบโจทย์ว่า รัก...เหลือเกิน อะไรก็ได้ครับไม่จำเป็นต้องเป็นชายกับหญิง ชายกับชาย หญิงกับหญิง มันก็คือความรักครับ
เมื่อต้องเลือกระหว่างความรักและความเหมาะสมจะเลือกอะไร
พี่เลือกความรัก ความรักมันไม่มีความเหมาะสม บางครั้งมันไม่จำเป็นต้องเหมาะสม ชีวิตคู่ของพี่เองก็ไม่เหมาะสม พี่แดงเป็นนางแบบ พี่เป็นสกั๊ง มันก็ไม่เหมาะสม ถ้าถามว่าความเหมาะสมอยู่ตรงไหนมันก็ไม่เหมาะสมเลย แต่ทำไมมันรักกันได้ก็เพระว่าความรักมันยิ่งใหญ่ ถูกมั๊ยครับ ก็แค่รักเท่านั้นเองมันก็จบแล้ว
ถ้าเจอเหตุการณ์อย่างในหนังจะแก้ไขสถานการณ์อย่างไร
ขอให้รักจงเจริญอย่างเดียวเลยครับ คุณต้องถาม คุณต้องตอบ เพราะมันคือความรักเท่านั้นเอง หนังเรื่องนี้พยายามจะบอกกับคนดูทุกคนว่า ถ้าคุณมีความรักที่คิดว่าปัญหามันไม่ใช่ปัญหาจำไว้เลย แต่ถ้าคุณไม่มีความรักเมื่อไหร่ ปัญหาที่เล็กน้อยมันจะใหญ่มากขึ้นมาทันทีเลย ก็เพราะว่าคุณไม่รักไง ถูกมั๊ยครับ แต่หนังเรื่องนี้ไม่ได้พูดถึงไม่รัก แต่พูดว่าถ้ารักซะอย่างทุกอย่างไม่ใช่ปัญหา
เรื่อง Me myself ขอให้รักจงเจริญ ให้แง่คิดอะไรกับคนดู
คำพูดของหมอ 2 คนครับ ที่รับบทโดยพี่ตู้ ดิเรก กับ พี่มาเรีย work ( หัวเราะ ) ไปฟังคำพูดของหมอที่ดูว่าไร้สาระมาก แต่มันเป็นแก่นของเรื่อง ว่าปรัชญาการใช้ชีวิตของมนุษย์อยู่ที่เลือก ตอนนี้คุณเลือกอะไรคุณก็เป็นสิ่งนั้น
******************************************
|