เคยสร้างความซาบซึ้งใจ ให้กับผู้ชมทั่วประเทศกันมาแล้ว กับต้นฉบับเมื่อกว่า 20 ปีก่อน มาปีนี้ภาพยนตร์เรื่อง เพลงสุดท้าย มาพร้อมรูปโฉมใหม่ ที่ยังคงเนื้อหาสาระและบทเรียนชีวิต สอนใจมนุษย์ทุกเพศอย่างไม่เปลี่ยนแปลง
เอ่ยชื่อ พิศาล อัครเศรณี ทุกคนย่อมรู้จักกันดีในฐานะผู้กำกับภาพยนตร์-ละครชื่อดังที่คว่ำหวอดอยู่ในวงการมานานกว่า 30 ปี ทั้งงานด้านการกำกับ และการแสดงอันมีสีสันและเอกลักษณ์ ตบจูบ ที่ทุกคนยอมรับเป็นอย่างดี ผู้กำกับรุ่นเก๋าผู้นี้ ถือเป็นผู้กำกับรุ่นบุกเบิกอีกคนของวงการภาพยนตร์ไทย ที่ฝากผลงานไว้หลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น วิวาห์จำแลง (2531), พิศวาสซาตาน (2529), อุ้งมือมาร (2529), หัวใจเถื่อน (2528), ไฟรักอสูร (2526), นางแมวป่า (2525), ดวงตาววรรค์ (2525) ฯลฯ และเรื่องที่ทุกจำกันได้ไม่ลืมก็คือ เพลงสุดท้าย (2528) ภาพยนตร์ที่ฉีกกระแสของคนดูในยุค 20 ปีก่อน และทำให้กะเทยที่ชื่อ สมหญิง ดาวราย นักแสดงโชว์คาบาเร่ต์ ที่ทิฟฟานี่ พัทยา โด่งดังทั่วบ้านทั่วเมือง
วันนี้ผู้กำกับคนเดิม ได้นำบทประพันธ์ที่เขารักกลับมาสร้างใหม่อีกครั้ง ภายใต้ทุนสร้างกว่า 20 ล้านบาท โดยปรับแต่งบทภาพยนตร์ให้เข้ากับยุคสมัยปัจจุบัน งานสร้างที่พิถีพิถันมากขึ้น ร่วมถึงทีมนักแสดงใหม่-เก่าที่ให้การแสดงซึ่งผู้ชมจะต้องอินไปกับบทบาทของพวกเขาด้วยอย่างแน่นอน
การที่ผมนำกลับมาสร้างใหม่อีกครั้ง ผมอยากจะให้คนดูมองเพศที่ 3 หรือกลุ่มคนที่เรียกพวกนี้ว่า กะเทย ให้ลึกซึ้ง ไม่อยากให้มองแค่ผิวเผินเท่านั้น เพลงสุดท้าย เป็นภาพยนตร์ที่ผมเคยทำมา แต่การนำกลับมาคราวนี้ ผมก็นำมาปรับบทใหม่ ครั้งนั้นต้องยอมรับว่าเป็นภาพยนตร์ที่ทำไว้ค่อนข้างดี คนดูก็ประทับใจ การนำมาสร้างใหม่ผมก็คิดว่าจะต้องทำให้ดีกว่าเดิม กับหลาย ๆ เสียงที่ถามผมว่า
มุมมองภาพยนตร์ตอนนี้ค่อนข้างเปลี่ยนไปเยอะ ดังนั้นการหยิบเรื่องราวกะเทยมาสร้าง จะต้องมีการระวังอะไรมั้ย ผมบอกเลยว่า ไม่มี ผมกลับอยากบอกว่าผมจะทำแบบเจาะผู้ชายที่เกิดมาเป็นอย่างนี้ จะอยู่ในสังคมนี้ได้อย่างไร บางครั้งเราจะเห็นบางครอบครัวไม่ยอมรับ เราก็จะสะท้อนออกมาให้เห็น ส่วนเรื่องภาพที่ออกมา ถามว่ากลัวจะถูกเซ็นเซอร์มั้ย ตรงนี้ผมก็อยากให้ทุกฝ่ายยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นในสังคมจริง ๆ ที่หลาย ๆ คนก็เห็น และผมก็จะทำภาพยนตร์ออกมาให้เป็นภาพนั้น คือ เป็นจริง ๆ ของกะเทยที่มีอยู่ในสังคม เพราะเราสร้างตามสังคมที่เป็นจริง ฉะนั้นผมถึงไม่ค่อยห่วงเรื่องเซ็นเซอร์นี้ซักเท่าไหร่
เรื่องที่มีคนหลายคนต่อต้านกะเทยออกมาผ่านสื่อนั้น ตรงนี้ผมมองว่า ภาพกะเทยที่ออกมา ส่วนใหญ่ถูกแต่งขึ้น ทั้งวี้ดว้าย แต่งตัวบ้าบอ จ้องเขมือบผู้ชาย ฯลฯ เพราะเขาต้องการขายภาพแบบนั้น แต่ผิดกับผมที่นำเสนอภาพออกมาสะท้อนความเป็นจริง บอกเลยใครดูหนังเรื่องนี้จะต้องรักกะเทยมากขึ้น แต่ในเรื่องนี้ก็คงหนีไม่พ้นฉากเลิฟซีน เราไม่ทำภาพออกมาหวือหวามาก โดยเราจะใช้เทคนิคภาพยนตร์เข้าช่วย เช่น เทคนิคภาพ เทคนิคการถ่ายทำ มุมกล้อง เพลง ความรู้สึก อารมณ์ ต้องยอมรับว่า ค่อนข้างพิถีพิถันพอสมควร และเราจะไม่สื่อออกไปแบบหยาบ ๆ แน่นอน ก็ต้องบอกว่ามีมากพอควร จะไม่ชัดเจนโจ๋งครึ่ม แต่จะชัดเจนตรงความรู้สึก
ด้านการคัดเลือกนักแสดงในภาพยนตร์เรื่องนี้ ผู้กำกับฯ ได้เผยว่า ส่วนนักแสดงนั้น ต้องบอกเลยว่ายากมากที่จะหาคนที่เหมาะจริง ๆ คัดเลือกอยู่นานพอสมควร สำหรับคนที่จะมารับบท สมหญิง ดาวราย เราได้ แอม (อารยา อริยะวัฒนา) สาวประเภท 2 ตัวจริงมาเล่น ซึ่งบทนี้ต้องบอกว่าเหมาะกับเขามาก ๆ เพราะทางทีมงานไปเจอแอมที่แถวคอกวัว เขาเดินอยู่กับเพื่อน ทีมงานก็เรียกแอมเข้ามาแคสต์ มีสาวประเภท 2 มาแคสต์กันหลายร้อยคน จนเหลือ 4 คน บอกเลยว่าตัดสินใจเลือกยากมาก เพราะทุกคนโดดเด่นเหมือนกันหมด สวยเหมือนผู้หญิงจริง ๆ แต่ผมสะดุดแอมตรงที่เขามีตาที่เศร้า ซึ่งต่างจากคนอื่น ก็เลยเลือกเขา
ส่วนบท บุญเติม ก็ได้ แอร์ (วชรกรณ์ ไวยศิลป์) หนุ่มแฮ็คส์มารับบทนี้ ส่วนน้องสาวของสมหญิง ก็ได้ ปีใหม่ (สุมนรัตน์ วัฒนาเศลารัตน์) และได้เพื่อน ๆ นักแสดงชั้นดีอย่าง นิรุตติ์ ศิริจรรยา, นพพล โกมารชุน, สรพงษ์ ชาตรี ฯลฯ มาร่วมสร้างเข้มข้นให้กับหนัง อย่างหนิง (นิรุตติ์) นี่ต้องยกให้เค้าเลย กับการพลิกบทบาทมาเล่นเป็นกะเทยครั้งแรก เค้าเต็มร้อยทุกอย่าง ทุ่มเทเต็มที่ นอกนั้นเป็นนักแสดงหน้าใหม่ทั้งหมด ผมทั้งซ้อมทั้งสอนแอ็คติ้งทุกคนอยู่นาน ร่วมสองเดือนก่อนจะเปิดกล้อง จนทุกคนแสดงออกมาได้ดี อย่างที่ผมต้องบอกได้เลยว่า ทึ่งในความทุ่มเทความสามารถของเด็กยุคนี้ ที่รับรองว่าคนดูไม่ผิดหวังแน่นอน
อีกสิ่งหนึ่งที่ถือว่าเป็นเสน่ห์ของภาพยนตร์เรื่องนี้ที่เรื่องอื่นไม่มี นั่นก็คือ บทเพลง เพลงสุดท้าย ที่มีเนื้อหาและท่วงทำนองที่กินใจ จนเรียกได้ว่าฮิตมาจนถึงยุคปัจจุบันนี้เลยทีเดียว ซึ่งผู้กำกับฯ กล่าวทิ้งท้ายในเรื่องนี้ว่า
อย่างเรื่องเพลงประกอบนี่ เราแต่งขึ้นใหม่ทั้งหมด แต่แน่นอนว่าในหนังเวอร์ชั่นใหม่นี้ ผู้ชมยังคงจะได้ยินได้ฟังเพลงฮิตมาทุกยุคทุกสมัยอย่าง เพลงสุดท้าย ที่เราเอามาเรียบเรียงดนตรีใหม่โดยให้ คุณคณาคำ อภิรดี ร้องในเวอร์ชั่นใหม่นี้ ซึ่งในสมัยก่อนต้นฉบับ คุณสุดา ชื่นบาน เค้าร้องไว้ดีมากแล้ว แต่เราก็อยากให้ดีมากไปกว่านั้นและทันสมัยขึ้นไปอีก เราเลยนำมาทำในแบบวงออร์เคสตร้าเลย ซึ่งจะอยู่ในฉากสุดท้ายของเรื่องที่เป็นฉากโชว์ที่ยิ่งใหญ่อลังการมาก ทั้งในด้านของเพลง, นักร้องก็ร้องได้ดีมาก และผู้ที่สวมบทบาทตรงนี้ก็ดีเท่าเทียมกัน เพราะฉะนั้นภาพที่ถูกถ่ายทอดออกมาจึงมีคุณค่าเป็นอย่างมาก
ทางด้านโปรดิวเซอร์รุ่นใหญ่ เอก ติกฤษณเลิศ ที่ได้หวนกลับมาทำงานในตำแหน่งเดิมอีกครั้งเช่นกัน ด้วยวันเวลาที่ผ่านไปกว่าสองทศวรรษ เพลงสุดท้าย ถูกนำมากลับมาสร้างใหม่ด้วยงบโปรดักชั่นกว่า 20 ล้านบาท และใช้เวลาถ่ายทำนานกว่า 4 เดือนเพื่อความสมบูรณ์แบบ เขากล่าวถึงการทำงานครั้งใหม่นี้ว่า
ในครั้งนี้หนักหนาพอสมควร แตกต่างจากเวอร์ชั่นเก่าเมื่อ 20 ปีก่อนลิบลับ แม้ว่าจะมีผู้กำกับคนเดียวกันคือ พิศาล อัครเศรณี ก็ตาม คือยุคนั้นคนยังไม่ยอมรับกะเทย เกย์ หรือผู้ชายสีม่วงเท่าในยุคปัจจุบัน คุณพิศาลจึงนำบทเก่ามาแก้ไขปรับปรุงใหม่ให้เหมาะกับยุคสมัยมากขึ้น ประกอบกับการลงทุนสร้างภาพยนตร์ในปัจจุบันนี้ แข่งขันกันสูงมากขึ้น จะทำอย่างไรให้ทุกคนเชื่อและยอมรับในตัวงาน ก็ต้องมีบทภาพยนตร์ที่ร่วมสมัย วิธีการเล่าเรื่องการนำเสนอก็ต้องแตกต่างจากเดิม ซึ่งพอได้อ่านบทครั้งนี้แล้วรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของเวอร์ชั่นนี้ ไม่เหมือนเก่า มีความแปลกใหม่มานำเสนอมากกว่าของเก่า โดยเวอร์ชั่นใหม่นี้จะเน้นย้ำและสะท้อนภาพสังคมของผู้ชายสีม่วงทั้งเรื่อง
การคัดเลือกนักแสดงก็ค่อนข้างยาก มีกะเทยสาวประเภทสองมาสมัครเป็นร้อยกว่าจะได้ คุณแอม (อารยา อริยะวัฒนา) มารับบทนี้ต้องคัดเลือกอยู่นาน สาเหตุที่คุณพิศาลเลือกน้องแอม ด้วยเหตุผลเดียวก็คือ ดวงตาที่เศร้า แฝงด้วยบุคลิกที่ดูนุ่มนวล และรอยยิ้มของเขาที่บ่งบอกถึงความเป็น สมหญิง ดาวราย ใน พ.ศ. นี้ รวมไปถึงการปรับบททอมในสมัยก่อนที่คุณอ้อย (จิระวดี อิศรางกูร ณ อยุธยา) เคยแสดงไว้ เปลี่ยนมาเป็นเกย์แทน เป็นรักระหว่างผู้ชายกับผู้ชาย ก็ทำให้เนื้อหามีความเข้มข้นเข้ากับยุคสมัยนี้
การถ่ายทำภาพยนตร์แบบนี้ ไม่ง่าย เพราะนำเสนอชีวิตของสาวประเภท เกย์ กะเทยทั้งเรื่อง จะทำยังไงให้คนเชื่อว่า นี่คือภาพยนตร์ชีวิตของกะเทยจริง ๆ นั่นเป็นจุดยากที่จะทำให้คนดูเชื่อ คุณพิศาลจึงตั้งใจเต็มที่กับงานชิ้นนี้ รวมไปถึงการเซ็ทฉากโชว์ของแต่ละซีน ต้องใช้งบลงทุนมหาศาล เมื่อก่อนเราใช้สถานที่โลเกชั่นได้โดยไม่ต้องเสียเงิน แต่ปัจจุบันไม่ใช่แล้ว เมื่อก่อนคนให้การสนับสนุนภาพยนตร์ไทย แต่ปัจจุบันทุกอย่างเป็นเงินเป็นทอง อย่างสถานที่หลักของเราที่ต้องใช้ถ่ายทำอย่าง ทิฟฟานี่ พัทยา เค้าเองก็ลงทุนเยอะ จะต้องให้โชว์ของเขาเสร็จเสียก่อน เราถึงจะใช้พื้นที่ได้ ค่าใช้จ่ายแต่ละคืนหมดเงินไม่ต่ำกว่า 3 แสนบาท ถ่าย 10 วันหมดเงิน 3 ล้านบาท รวม ๆ แล้วต้นทุนในการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ประมาณ 20 กว่าล้านบาท ยังไม่รวมค่าโฆษณา
สมัยนี้จะทำงานหลอกคนดูไม่ได้ อย่างฉากเวทีทิฟฟานี่ ใช้ตัวประกอบจริง ๆ ต้องถ่ายฉากตอนโชว์ก็ต้องใช้คนดูนั่งจริง ๆ ถ่ายกล้องผ่านเวทีระหว่างคนดูกับคนโชว์ แต่ละวันใช้ตัวประกอบไม่ต่ำกว่า 600 คน ค่าใช้จ่ายเยอะมาก เพลงหนึ่งใช้เวลา 2-3 คืนกว่าจะถ่ายเสร็จ อย่างที่บอกเราจะทำงานได้ก็ต่อเมื่อทิฟฟานี่เค้าเลิกแสดงแล้ว เป็นอะไรที่สิ้นเปลืองสุด ๆ แต่เพื่อให้งานออกมาสมบูรณ์ที่สุด เราก็ต้องยอมเทงบให้ตรงนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องฉาก เสื้อผ้า ทุกอย่างเราดีไซน์เพื่อให้งานออกมายิ่งใหญ่ คุ้มค่าที่จะเข้ามาชม
แต่ก็ยังมีสิ่งที่หนักใจไม่แพ้กันนั่นคือ รายได้ของภาพยนตร์ที่จะตอบสนองกลับมา ภาพยนตร์เรื่องนี้จะแตกต่างจากงานทั่ว ๆ ไป เนื้อหาที่นำเสนอไป มีทั้งข้อดี-ข้อเสีย ถ้าออกฉายแล้วฟีดแบ็คบวกก็โอเค ปัจจุบันนี้ทุกคนยอมรับกะเทยหมดแล้ว กะเทยคือกะเทย คือตัวของเขา จะไปบังคับเค้าเป็นผู้ชายไม่ได้หรอก สำคัญที่สุดคือทำตัวเป็นคนดีให้สังคมยอมรับนั่นต่างหาก
ผมเชื่อว่าเกย์ กะเทยในบ้านเราทำความดีทุกคน ไม่เคยทำตัวเสียหาย ไม่ค่อยมีข่าวว่ากะเทยไปจี้ปล้นเค้า มันเป็นส่วนน้อยมากด้วยซ้ำ ชีวิตของกะเทยเชื่อได้เลยว่า ทำอย่างไรให้เป็นคนดี กตัญญู กะเทยทุกคนก็ประสบความสำเร็จกันทุกคน เราก็ช่วยกันสร้างสรรค์ให้ทุก ๆ ชีวิตดีขึ้น กะเทยไม่ได้น่ารังเกียจ เกิดเป็นคนต้องทำดีทุกคน เรื่องนี้เป็นชีวิตของเกย์ กะเทยล้วนๆ ที่ผมหวังว่าทุกคนจะประทับใจกับงานชิ้นนี้ มันเป็นผลงานชิ้นเอกอีกเรื่องหนึ่งของผู้กำกับที่ชื่อ พิศาล อัครเศรณี |